• วินทร์ เลียววาริณ
    0 วันที่ผ่านมา

    (ต่อจากตอนก่อน)

    วินทร์ #9292 : “ผมคิดว่าคนจำนวนมากในโลกอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยที่ต้องอยู่ในโลกร่วมกับคนที่ไม่มีศาสนา โดยเฉพาะเมื่อตัวเลขคนไม่มีศาสนาสูงถึง  36 เปอร์เซ็นต์”

    วินทร์ #1001 : “พวกเขาอาจลืมมองว่าตัวเลขสูงหรือไม่สูงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย เพราะเราคงไม่อาจใช้ตัวเลขนี้เป็นมาตรวัดความสงบสุขของชาวโลก เหมือนกับที่เราไม่อาจใช้ตัวเลข GDP วัดความสุขของคนชาติหนึ่ง ๆ ต่อให้รายได้ต่อหัวของคนในชาติสูงเหลือเกิน ก็ไม่ได้แปลว่าประชาชนมีความสุข คนมีความสุขได้เมื่อรู้จักพอ เมื่อใจสงบ ทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นได้แม้กับคนที่ไม่สังกัดศาสนาใดหรือกระทั่งไม่มีศาสนา ใช่หรือเปล่า?...

    “มีคนไม่น้อยเรียกตัวเองว่า ‘คนไม่มีศาสนา’ ไม่สังกัดพุทธ คริสต์ อิสลาม เต๋า เซน ฯลฯ สักเจ้าเดียว ทว่าประพฤติตนตามครรลองของศีลธรรม ไม่ฆ่าคน ไม่ขโมยของ ไม่เมาแล้วขับ เราจึงไม่อาจเรียกคนพวกนี้ว่า ‘ไม่มีศาสนา’ พวกเขาเพียงไร้สังกัดยี่ห้อเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าถูกหรือผิด ดีหรือเลว เพราะถึงใครคนนั้นไม่ยึดมั่นในศาสดาองค์ใด ไม่เคยเข้าสถานประกอบพิธีทางศาสนา ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะทำเรื่อง ‘ชั่ว’ และไม่มีความสุขสงบในชีวิต...

    “หากเปรียบศาสนาเป็นเพลง ก็คือการไม่ได้สังกัด ‘ค่ายเพลง’ ใด คนที่ชอบร้องเพลงและไม่ได้ร้องเพลงในสังกัดบริษัทแกรมมี หรืออาร์สยาม หรือเบเกอรี่มิวสิค หรือรถไฟดนตรี ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เขาร้องไม่ใช่เพลง หรือถ้าเปรียบศาสนาเป็นโรงเรียน ศาสดาคือครูใหญ่ ศีลธรรมก็คือหนังสือ คนที่ไม่เข้าโรงเรียนก็อ่านหนังสือได้ มันไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือเล่มนั้นภายในเขตโรงเรียนถือว่าไม่รู้ ดังนั้นวลี ‘ไร้ศาสนา’ จึงอาจแปลว่า ‘ไร้สังกัด’ ไม่ใช่ ‘ไร้ศีลธรรม’ มองแบบนี้จะเห็นว่า ยี่ห้อศาสนาหรือ ‘ค่ายเพลง’ เป็นแค่เปลือกอย่างหนึ่งเท่านั้น จนอาจพูดได้ว่าบางครั้งการ ‘ไม่มีศาสนา’ ก็คือศาสนาอย่างหนึ่ง!”

    วินทร์ #10210 : “ผมไม่เห็นด้วย ไม่มีศาสนาก็คือไม่มีศาสนา มันจะเป็นศาสนาได้ยังไง?”

    วินทร์ #1001 : “คุณแต่งงานแล้วยัง?”

    วินทร์ #9292 : “แต่งแล้ว จดทะเบียนและชำระค่าสินสอดเรียบร้อย”

    วินทร์ #1001 : “แล้วมีความสุขรึเปล่า”

    วินทร์ #9292 : “มีความสุขดี คุณถามทำไม?”

    วินทร์ #1001 : “มีใครแต่งงานแบบไม่จดทะเบียนบ้าง?”

    วินทร์ #8100 : “ผมไง อยู่ด้วยกันมาสิบปีแล้ว”

    วินทร์ #1001 : “มีความสุขรึเปล่า?”

    วินทร์ #8100 : “สุขบ้าง ไม่สุขบ้าง แล้วแต่วัน แต่ว่าโดยรวมก็สุข”

    วินทร์ #1001 : “ศาสนาก็เหมือนคู่ครองที่อยู่กับเราจนตายกันไปข้างหนึ่ง แต่เป็นคู่ครองทางจิตวิญญาณ จะอยู่ด้วยกันโดยจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนก็ไม่สำคัญ หรือถ้าเลือกเป็น ‘โสด’ ก็ทำได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องแต่งงาน ปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติคือเราตกอยู่ในภาพลวงตาของค่านิยมบางอย่าง ปลูกฝังจากรุ่นสู่รุ่น จนเป็นความเชื่อฝังหัว ภาพฝังหัวที่ใหญ่ที่สุดภาพหนึ่งคือคนไม่มีศาสนาเป็นคนเลว ไร้ศีลธรรม ทำชั่วอะไรก็ได้ ผมว่ามันตลกนะ ศีลธรรมไม่ใช่คุณสมบัติเฉพาะของคนที่มีสังกัด ตรงกันข้าม เราเห็นตัวอย่างมากมายนับไม่ถ้วนที่คนมีสังกัดระดับผู้นำศาสนาทำเรื่องเลวทรามต่ำช้ากว่าคนที่ไม่มีสังกัด ลองเปิดหนังสือพิมพ์ดู ไม่มีเดือนไหนผ่านไปโดยไม่มีข่าวพระทำเรื่องชั่ว ทั้งพระไทยและพระเทศ ไม่อมเงินวัดก็ตุ๋ยเด็กวัด หรือพาสีกาเข้ากุฏิ หรือพยายามเทศนาในสิ่งที่ตนเองทำไม่ได้หรือไม่ทำ แม้แต่พระระดับสูง ๆ ก็ยังทำเรื่องแย่ ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าไม่แกล้งตาบอด ก็เห็น ๆ กัน”

    วินทร์ #2009 : “ในคริสตจักรก็เช่นกัน ประวัติศาสตร์บันทึกว่ามีพระสันตะปาปาชั่ว ๆ อยู่หลายองค์...”

    วินทร์ #2009 : “มันก็เข้าสู่ประเด็นที่สองคือคนเราไม่มีศาสนาได้หรือเปล่า เรื่องนี้คุณคิดว่ายังไง?”

    วินทร์ #1001 : “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคำว่า ‘ศีลธรรม’ เช่นกัน เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ศีลธรรมคืออะไร นอกจากนี้เรายังต้องรู้ด้วยว่าศีลธรรมปรากฏในโลกนี้ได้ยังไง เราอาจจะกรอกคำว่า ‘พุทธ’ หรือ ‘คริสต์’ หรือ ‘อิสลาม’ ที่ช่องศาสนาในแบบฟอร์มของทางราชการ เราถูกตั้งโปรแกรมมาตั้งแต่เด็กว่า ศาสนาช่วยกล่อมเกลาจิตใจ สร้างสันติสุขให้โลก แต่มีใครบอกได้ไหมว่าศาสนาต่างจากศีลธรรมตรงไหน? เราใช้อะไรมาขีดเส้นแบ่งระหว่าง ‘คนดี’ กับ ‘คนไม่ดี’ ระดับศีลธรรม? คำสอนของศาสดา? ค่านิยมของสังคม? ถ้าใช้ระดับศีลธรรมเป็นเครื่องวัด ต้องทำตามหลักศีลธรรมของศาสนานั้นกี่ข้อจึงจะจัดเป็นคนดี?”

    วินทร์ #2009 : “แล้วคุณคิดว่าไง?”

    วินทร์ #1001 : “ปัญหาคือเราถูกปลูกฝังความเชื่อในหัวมาตลอดว่าศีลธรรมคือศาสนา ความจริงนั้นคือศาสนาคือศีลธรรม แต่ศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นศาสนา”

    วินทร์ #2009 : “ก็น่าคิด นี่มันสวนทางกับที่เราถูกสอนมาเลยนะ คนอื่น ๆ อาจไม่เห็นด้วยกับคุณ”

    วินทร์ #1001 : “ไม่แปลก การพูดอะไรที่สวนทางกับความเชื่อศรัทธาของคนส่วนใหญ่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเสมอ เพราะมันเหมือนไปทำลายความฝันอันสวยงามของพวกเขา ดังนั้นก่อนคุยกันต่อ ผมขออนุญาตถามว่าพวกคุณนับถือศาสนาอะไร?”

    วินทร์ #2009 : “ผมเป็นพุทธ”

    วินทร์ #147 : “ผมเป็นคริสต์”

    วินทร์ #5789 : “ผมนับถืออิสลาม”

    วินทร์ #1001 : “มีใครในที่นี้ที่เป็น Athiest หรือ Agnostic หรือ Secular Humanist?”

    วินทร์ #9299 : “ผมเป็น Athiest”

    วินทร์ #1001 : “แล้ว Antitheism กับ Antireligion?”

    วินทร์ #4512 : “ดูเหมือนไม่มีนะ”

    วินทร์ #7212 : “ผมไม่เคยได้ยินศัพท์ประหลาด ๆ พวกนี้มาก่อน”

    วินทร์ #1001 : “พวกนี้เป็นชื่อกลุ่มย่อยของคนไม่มีศาสนา เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง แต่ขอย้อนกลับไปที่จุดจบของ ลูเธอร์ เบอร์แบงก์ ก่อน เหตุการณ์นั้นบอกว่าความเชื่อที่สวนทางกับสังคมส่วนใหญ่มักทำให้คนคนนั้นเดือดร้อน จึงไม่แปลกที่หากคนรอบตัวคุณนับถือศาสนาอะไร คุณก็นับถือศาสนานั้น มันปลอดภัยกว่า ไม่ต้องถูกตัดออกจากสังคมหรือเป็นคนไม่มีใครคบ ลองคิดดู ด้วยเหตุผลนี้จะมีคนสักกี่เปอร์เซ็นต์ในโลกที่นับถือศาสนาเพราะเขาเลือกเอง เลือกด้วยความรู้ความเข้าใจไม่ใช่เพราะสภาพแวดล้อมบังคับ...

    “ที่แปลกก็คือ ในโลกที่ ‘เจริญ’ แล้วอย่างประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ก็ยังมีกรอบศาสนาครอบอยู่ โลกเราหมุนมาถึงศตวรรษที่ 21 แล้ว เราก็ยังมีปัญหาเรื่องนี้ โรงเรียนจำนวนมากในอเมริกาปฏิเสธทฤษฎีวิวัฒนาการหรือสอนอย่างเสียไม่ได้ คนจำนวนมากยังจมในความคิดว่า สิ่งที่ฉันเชื่อถูกต้องที่สุด ศาสนาที่ฉันนับถือดีที่สุด และเมื่อเชื่อมั่นก็ใจดีอยากบอกบุญ เผื่อแผ่ให้คนอื่นด้วย เท่าที่ผมเห็นคือความยึดมั่นถือมั่นในหลักศาสนามักกลายเป็นความเคร่งศาสนา ความเคร่งศาสนาแปลงเปลี่ยนเป็นความคลั่งศาสนาได้ไม่ยาก และท้ายที่สุดก็เป็นมิจฉาทิฐิ ในทางพุทธ แค่มีมิจฉาทิฐิอย่างเดียวก็ปิดกั้นหนทางสู่ความรู้แจ้งแล้ว หากเราเรียกความคิดนี้ว่าเป็นหลักสอนของศาสนา ก็ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของศาสนาแทบทุกศาสนาที่สอนให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา”

    วินทร์ #2009 : “ขออนุญาตแย้งด้วยความเคารพนะครับ ที่คุณพูดมาก็ย้อนแย้งเหมือนกัน เพราะคนอื่นก็อาจมองว่าสิ่งที่คุณพูดเป็นเพราะคุณยังจมในความคิดว่า สิ่งที่ฉันเชื่อถูกต้องที่สุด และเมื่อเชื่อมั่นก็มักอยากเผื่อแผ่ให้คนอื่นด้วย คนอื่นก็อาจเห็นว่าคุณมีมิจฉาทิฐิที่มองแต่ด้านดีของการไม่มีศาสนารึเปล่า?”

    วินทร์ #1001 : “ก็ยุติธรรมดีที่ว่ายังงั้น แต่ผมไม่เคยบอกว่าสิ่งที่ผมพูดถูกต้อง ผมเพียงบอกว่านอกเหนือจากสิ่งที่เราถูกสอนมาแล้ว ยังมีวิธีคิดแบบนี้อยู่นะ ผมเชื่อว่าเราต้องสามารถแย้งและตั้งคำถามได้ทุกเรื่อง เหมือนที่เด็กถามเพราะอยากรู้ ทองแท้ต้องไม่กลัวไฟ ถ้าหลักการหนึ่ง ๆ ดีจริง ต้องสามารถยอมรับการตรวจสอบได้ ถ้าคุณสร้างอาคารหลังหนึ่งแล้วไม่ให้ใครเข้าไปอยู่ เพราะกลัวว่ามันจะพัง มันก็เป็นอาคารที่ไร้ประโยชน์ เอาไว้ดูอย่างเดียว อยู่ไม่ได้ ถ้ามันดีจริง ก็ต้องสามารถรับน้ำหนักคนและสิ่งของได้ เช่นกัน ผมเชื่อว่าศาสนาจะแข็งแรงขึ้นถ้าถูกตรวจสอบและตั้งข้อสงสัยมาก ๆ เหมือนดินที่ถูกเผาไฟ จะแกร่งขึ้น”

    วินทร์ #2009 : “งั้นก็กลับมาที่ประเด็นศีลธรรมที่เราคุยค้างกันอยู่”

    วินทร์ #1001 : “ผมเห็นว่าจะศึกษาเรื่องศาสนา ก็ต้องเข้าใจที่มาของศีลธรรมก่อน คำว่า ‘ศีลธรรม’ แปลว่า ความประพฤติที่ดีที่ชอบ ในมุมมองของวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะสายวิวัฒนาการ ดาร์วินเชื่อว่ามันก็คือผลของวิวัฒนาการของสัตว์สังคม”

    วินทร์ #147 : “เป็นไปได้ยังไง?”

    วินทร์ #1001 : “คิดง่าย ๆ ดูนะ สมมุติว่าคุณอยู่ตัวคนเดียวในโลก คุณจำเป็นต้องมีศีลธรรมหรือไม่ คำตอบคือไม่จำเป็น เพราะอยู่คนเดียวเราจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครได้ มองแบบนี้ก็เห็นเหตุผลว่าศีลธรรมและศาสนาเกิดขึ้นมาได้ยังไง...

    “อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก เขียนไว้นานมาแล้วว่า “One of the great tragedies of mankind is that morality has been hijacked by religion. So now people assume that religion and morality have a necessary connection. But the basis of morality is really very simple and doesn’t require religion at all.”

    (โศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์คือการที่ศีลธรรมถูกศาสนาแย่งชิง ดังนั้นคนจึงทึกทักเอาว่าศาสนาและศีลธรรมมีความเชื่อมกันที่จำเป็น แต่รากฐานของศีลธรรมนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่งและไม่ต้องพึ่งพาศาสนาโดยสิ้นเชิง)

    วินทร์ #5789 : “อืม! ‘hijack’ เป็นคำแรงนะ”

    วินทร์ #1001 : “มันก็ขึ้นกับว่าคุณมองจากฝั่งไหน แต่ลองคิดดูให้ดี คลาร์กพูดถูกและตรงเป้า ทุกศาสนาใช้หลักศีลธรรมเหมือนกัน อย่าฆ่าคน อย่าขโมย ฯลฯ พุทธมีศีลห้า คริสต์มีบัญญัติสิบประการ อิสลามก็มีหลักการให้เป็นคนดี แตกต่างกันที่รายละเอียดปลีกย่อย ดังนั้นการยึดครองศีลธรรมก็เปรียบเสมือนค่ายเพลงยึดตัวโน้ตดนตรีเป็นสมบัติของตัวเอง”

    วินทร์ #5789 : “เปรียบอย่างนี้ ‘เก็ต’ เลย!”

    วินทร์ #1001 : “คลาร์กยังเขียนว่า ‘ไม่ว่ามันจะมีค่าหรือจำเป็นเพียงใดที่จะบังคับให้คนในยุคโบราณทำดี การรวมของสองสิ่งนี้กลับให้ผลตรงข้าม และในช่วงเวลาที่สองสิ่งนี้ควรถูกแยกออกจากกัน คนโง่ที่คิดว่าตนเองมีศีลธรรมแก่กล้ากว่า กลับเรียกร้องให้ผู้คนหวนคืนสู่ศีลธรรมด้วยสิ่งเหนือธรรมชาติ’ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ อลัน ทิวริง และ ลูเธอร์ เบอร์แบงก์ เป๊ะ”

    วินทร์ #2009 : “คุณไม่เห็นด้วยหรือว่าศาสนาต้องมีศีลธรรมเป็นองค์ประกอบ?”

    วินทร์ #1001 : “ผมเห็นด้วย เราต้องการศีลธรรมเพื่อให้สังคมอยู่ได้ แม้แต่ลัทธิเต๋าที่สอนให้ใช้ชีวิตตามสบายก็ยังสอนให้มีความเมตตา ซึ่งก็คือศีลธรรมอย่างหนึ่ง ศีลห้าหรือกว่าครึ่งของบัญญัติสิบประการของคริสต์ก็คือกฎหมายอย่างหนึ่งนั่นเอง เช่น ห้ามฆ่าใคร ห้ามลักขโมย ห้ามประพฤติผิดในกาม เป็นต้น จะเห็นว่าทั้งหมดคือกฎระเบียบข้อปฏิบัติ ไม่ใช่คำสอนกล่อมเกลาจิตใจแต่อย่างไร ธรรมต่างหากที่ช่วยพาเราไปทางจิตวิญญาณ...

    “เห็นชัดว่าศีลธรรมเป็นเพียงเครื่องมือที่มากับ ‘แพกเกจ’ ศาสนาหนึ่ง ๆ เหมือนกับล้อมากับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า บีเอ็มดับเบิลยู เฟียต มาสดา หรือเฟอร์รารี ก็มาพร้อมกับล้อเหมือนกัน ไม่มีรถยนต์คันไหนไม่มีล้อ แต่ไม่ใช่มีแต่รถยนต์ที่มีล้อ จักรยาน มอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก ซาเล้ง ก็มีล้อและสามารถพาเราไปถึงจุดหมายเหมือนกัน ดังนั้นถ้าทุกศาสนาสอนให้ทำดี ไม่ทำชั่ว เพื่อให้สังคมสงบสุข มันต่างอะไรจากการที่ปัจเจกคนหนึ่งเลือกที่จะทำเรื่องเดียวกันโดยไม่ห่มคลุมเสื้อติดยี่ห้อศาสนา?”

    วินทร์ #2009 : “ก็มีเหตุผล”

    วินทร์ #1001 : “มนุษย์เราส่วนใหญ่ดิ้นรนทั้งชีวิตแสวงหาวัตถุ เงินทอง ชื่อเสียง ความรัก แต่ท้ายที่สุดเมื่อเราอยู่กับตัวเองจริง ๆ สิ่งเดียวที่เราต้องการก็คือความสงบสุข และความสงบสุขก็มีเพียงแบบเดียวคือความเรียบง่าย ความพอเพียง ถ้าไม่หยุดแสวงหาวัตถุ ก็ไม่มีทางพบการบรรลุธรรมอะไร เพราะความสงบสุขไม่ได้อยู่ข้างนอกโน้น มันอยู่ในหัวของเรานี่เอง และการไปถึงจุดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องสังกัดยี่ห้อศาสนาใดเลย...

    “ที่ผมว่ามานี้ไม่ได้โปรโมตให้ใครเลิกมีศาสนานะครับ เพียงแต่อยากให้รู้ว่าระบบศาสนาและศีลธรรมปรากฏขึ้นในโลกนี้ได้อย่างไร ลองมองดูโครงสร้างของศาสนาต่าง ๆ ในโลกวันนี้ ไม่ว่าจะสังกัด ‘ค่ายเพลง’ ใด ก็มีจุดหมายเดียวกันคือใช้ศีลธรรมกล่อมเกลาจิตใจให้มีพฤติกรรมที่ดีต่อสังคม และเติมเต็มจิตวิญญาณ พูดง่าย ๆ คือทำให้ตนเองและส่วนรวมมีความสุขสงบ ทว่าถึงไม่สังกัด ‘ค่ายเพลง’ ก็อาจบรรลุจุดหมายเดียวกันคือตนเองและส่วนรวมสงบสุขได้เหมือนกัน ผมว่าศาสนาก็เหมือนกางเกง จะซื้อแบบสำเร็จรูป หรือจะสั่งตัดเย็บพิเศษให้เหมาะกับตัวเองก็ได้ ตราบที่มันทำหน้าที่ของกางเกงได้ครบถ้วน”

    วินทร์ #10210 : “แต่ถ้าไม่สวมกางเกง มันก็อุจาด เห็นรึยังว่าทำไมเราต้องสวมกางเกง?”

    วินทร์ #1001 : “แต่กางเกงไม่ใช่เครื่องนุ่มห่มชนิดเดียวในโลกนี่นา นานก่อนหน้ากางเกงถือกำเนิดในโลก คนก็นุ่งใบไม้มาก่อน! และนานก่อนหน้านุ่งใบไม้ คนก็ไม่สวมอะไร”

    วินทร์ #10210 : “แล้วคุณสวมอะไร?”

    วินทร์ #1001 : “คุณดูไม่ออกหรือว่าผมใช้ ‘บอดี้ เพนท์’ เย็นสบายดี แต่ไม่อุจาด!”

    วินทร์ เลียววาริณ
    26-7-26

    จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
    สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ 
    อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน 
    ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    สั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com  มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    0
    • 0 แชร์
    • 2

บทความล่าสุด