-
วินทร์ เลียววาริณ2 ปีที่ผ่านมา
ปราชญ์ทางวิชาการต่อสู้จัดวิทยายุทธ์เส้าหลินของปรมาจารย์ตั๊กม้อแห่งเทือกเขาซงซานเป็นแนววิชากำลังภายนอก ขณะที่วิทยายุทธ์แห่งสำนักอู่ตัง (บู๊ตึง) ของนักพรตเต๋าปรมาจารย์จางซานเฟิง (เตียซำฮง) ณ เทือกเขาอู่ตังในหูเป่ยเป็นแนววิชากำลังภายใน ทั้งเส้าหลินและอู่ตังถือเป็นสองสำนักมาตรฐานแห่งแผ่นดิน
วัดเส้าหลินตั้งอยู่บนเทือกเขาซงซาน (ซงซัว) เส้า เป็นชื่อภูเขา หลิน แปลว่า ป่า มีความหมายถึงสถานปฏิบัติธรรมในป่าแห่งภูเขาเส้า
ปรมาจารย์คนแรกของวัดเส้าหลินก็คือ พระโพธิธรรม หรือที่คนจีนเรียก ตั๊กม้อ นามนี้ปรากฏในนิยายจีนกำลังภายในนับไม่ถ้วนในฐานะจอมยุทธ์ผู้ให้กำเนิดคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น คัมภีร์ล้างกระดูก และสิบแปดฝ่ามืออรหันต์
ชาวโลกรู้จักวัดเส้าหลินว่าเป็นที่กำเนิดวิชาการต่อสู้ของจีนมาราวหนึ่งพันห้าร้อยปี เป็นสัญลักษณ์ของวิทยายุทธ์และนิยายจีนกำลังภายใน
นานปีหลังจากยุคของปรมาจารย์ตั๊กม้อ พระวัดเส้าหลินถือเป็นหน้าที่ที่จะใช้วิทยายุทธ์ปกป้องแผ่นดิน เช่นการต่อสู้ในสงครามหู่เหลา (ค.ศ. 621) อันเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์ถัง ไปจนถึงการต่อสู้ขับไล่พวกโจรสลัดวาโกะจากญี่ปุ่นที่รุกรานชายฝั่งจีนในศตวรรษที่ 16 ฯลฯ
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัดแห่งนี้ถูกเผาทำลายและสร้างใหม่หลายต่อหลายครั้ง ตำนานการทำลายครั้งใหญ่ที่สุดคือในปี ค.ศ. 1644 โดยรัฐบาลชิง เนื่องจากพระวัดเส้าหลินต่อต้านราชวงศ์ชิง หมายฟื้นฟูราชวงศ์หมิง ประวัติศาสตร์ท่อนนี้กลายเป็นตำนานที่ทำให้วิทยายุทธ์เส้าหลินระบือไกล จนทำให้คำว่า เส้าหลิน ยิ่งยึดแน่นเป็นเรื่องของการต่อสู้ทางกาย อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งเห็นว่า ความเชื่อว่าพระโพธิธรรมเป็นผู้ให้กำเนิดวิทยายุทธ์เส้าหลินน่าจะเป็นตำนานมากกว่าเรื่องจริง บ้างก็ว่าเรื่องราววิทยายุทธ์ของพระโพธิธรรมนั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นหลัง ไม่ว่าอย่างไร ตำนานนี้ก็ฝังรากลึกในความเชื่อของคนทั่วไปเสียแล้ว
ความจริงก็คือวัดเส้าหลินเป็นต้นกำเนิดของเซน ซึ่งเป็นสายธารใหม่ที่แตกแขนงมาจากพุทธนิกายมหายานรวมกับเต๋า และปรมาจารย์ตั๊กม้อนั้นที่จริงแล้วเป็นถึงพระสังฆปริณายกแห่งจีน ซึ่งสืบสายมาจากพระพุทธองค์
ยังไม่มีการยืนยันที่มาของพระโพธิธรรมอย่างแน่ชัด แต่ตำราที่น่าเชื่อถือได้ชี้ว่า พระโพธิธรรมน่าจะเป็นเจ้าชายแคว้นคันธารราษฎร์ อินเดีย
อินเดียในสมัยโบราณเรียกว่า ชมพูทวีป มีอาณาเขตคลุมเจ็ดประเทศในปัจจุบัน คือ อินเดีย ปากีสถาน เนปาล ภูฏาน ศรีลังกา บังคลาเทศ และอัฟกานิสถานในปัจจุบัน
แผ่นดินอัฟกานิสถานในเวลานั้นเรียกว่า คันธารราษฎร์ เมืองหลวงคือ คันธาระ (ปัจจุบันเรียก กันดาฮาร์) ต่อมาพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีกทรงพิชิตอาณาจักรเปอร์เซีย บางส่วนของอินเดีย รวมทั้งคันธารราษฎร์ ชาวกรีกได้ปกครองคันธาระนานหลายร้อยปี จนมาถึงสมัยของกษัตริย์กรีกนามพระเจ้าเมนันเดอร์ หรือพญามิลินท์ ทรงสนพระทัยในปรัชญา
ครั้งหนึ่งทรงพบพระนาคเสนมหาเถระปักกลดอยู่ และทรงสนทนาธรรมทั้งคืน จนถึงรุ่งเช้าก็ทรงปวารณาตนเป็นพุทธมามกะ บทปุจฉา-วิสัชนาครั้งนั้นได้รับการบันทึกเป็นพระสูตรที่เรียกว่า มิลินทสูตร หรือ มิลินทปัญหา
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศาสนาพุทธในคันธารราษฎร์ก็เจริญรุ่งเรืองมาก มีการหล่อพระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์ พระพักตร์และรูปทรงแบบเทวรูปกรีก นอกจากนี้ยังมีการสลักพระพุทธยืนตามภูเขา เมื่อพวกตาลีบันครองอัฟกานิสถาน ได้ทำลายพระพุทธรูปเหล่านี้ไปแทบหมดสิ้น
(อ่านตอนต่อสัปดาห์หน้า)
จาก มังกรเซน ฉบับปรับปรุง หนังสือเซนที่ต้องค่อยๆ ละเลียด ตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ + ของแถม limited edition Zen Book สั่งได้ที่เว็บ winbookclub.com หรือ Shopee (ค้นคำ namol113 หรือ วินทร์ เลียววาริณ)
0- แชร์
- 270
-

ชีวิตคือห่วงโซ่ของเหตุการณ์ท่อนสั้น ๆ มาร้อยต่อกัน บางท่อนสวยงามสมบูรณ์ บางท่อนมีสนิมกัดกิน
ไม่ว่าเราจะพยายามลืมความคงอยู่ของท่อนใดท่อนหนึ่งแค่ไหน มันก็ยังคงอยู่ เราอาจสามารถลืมมันได้ชั่วคราว แต่เมื่อเราเผลอหรือฝัน มันก็ปรากฏตัวขึ้น
มนุษย์ทุกคนล้วนอยากให้แต่ละท่อนของสายโซ่ชีวิตของตนสวยงาม สมบูรณ์ ไร้สนิม แต่ในความจริง ชีวิตเป็นส่วนผสมของส่วนที่สวยงามและไม่งดงามรวมกัน ทัศนคติของเราต่างหากที่ทำให้เรามองเห็นบางท่อนของโซ่ชีวิตเป็นเรื่องไม่ดี
เรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดทีเกิดขึ้นในชีวิตของเขา แต่สำหรับอีกคนหนึ่งอาจถือว่าเป็นเรื่อง ‘จิ๊บจ๊อยมาก’
ดังนั้นจะว่าชีวิตสวยงามหรือไม่สวยงาม ส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับตัวเราเอง
สุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับมุมมองของเรา
แน่นอนอาจมีบางครั้งที่ปัจจัยภายนอก เช่นคนอื่น มาทำลายห่วงโซ่ห่วงหนึ่ง ๆ หรือหลายห่วง แต่เราก็ต้องซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย แล้วก้าวเดินต่อไป
หลายคนชอบบอกว่าเป้าหมายในชีวิตของตนคือการแสวงหาความสุข ทว่าความสุขไม่ใช่ ‘จุดหมาย’ ความสุขไม่ได้เกิดจากการแสวงหา แต่มาจากการสร้าง ไม่ต้องสร้างยาก ๆ สร้างง่าย ๆ ก็พอ
ปรัชญาการใช้ชีวิตแบบเต๋าเป็นตัวอย่างที่ดี นั่นคือ “เมื่อหยุดแสวงหา ก็พบพาน”
ใช้ชีวิตเรียบง่าย ติดดิน สุขแบบง่าย ๆ ไม่ต้องแพง
หลายคนพบสัจธรรมนี้เมื่อใกล้ตาย เรายังไม่ตาย และเราสามารถทำได้เพราะยังไม่สายเกินไป
เราทุกคนสามารถสร้างแต่ละขณะจิตหรือช่วงเวลาสั้น ๆ หนึ่งช่วง (moment) ให้เป็นช่วงยามที่มีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง เรียกว่า happy moment
happy moment แต่ละห้วงอาจเป็นการหัวเราะอย่างมีคุณภาพ การยิ้มกับคนที่เรารัก การมองท้องฟ้าในวันที่รถติด การมองหยดน้ำฝนบนกระจกหน้าต่างแล้วนึกถึงความหลังที่สวยงามในวัยเด็ก การผิวปากเพลงที่ชอบ ฯลฯ
ความสุขในชั่วขณะจิตเหล่านี้สร้างขึ้นได้เมื่อเราเปิดหัวใจมองโลกด้วยสายตาที่ดี เปิดใจพร้อมรับความสุข มันเกิดขึ้นได้ง่ายดาย ไม่ต้องซื้อทัวร์ราคาแพง ไม่ต้องแสวงหาในรีสอร์ทไกล ๆ
ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่คาดหวังไว้สูงเกินไป ความสุขก็เกิดขึ้นทันใด
วินทร์ เลียววาริณ
2-6-26จากหนังสือ คำที่แปลว่ารัก
170 บาท 36 บทความ บทความละ 4.7 บาทhttps://www.winbookclub.com/store/detail/95/คำที่แปลว่ารัก
โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/218/S7%20ชุดกำลังใจ%203%20แถม%201
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
1 วันที่ผ่านมา -

ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ ถ้าไม่ใช้ชีวิตในอดีต ก็ในอนาคต
หมกมุ่นหม่นหมองกับอดีตและวิตกกังวลถึงอนาคต
แต่ความจริงคือ ไม่ว่าจะจมอยู่ในปลักอดีตหรือกังวลในเรื่องอนาคต ก็คือการใช้เวลาปัจจุบันนั่นเอง เพราะเราอยู่ได้เฉพาะในเวลาปัจจุบันเท่านั้น
บางทีอาจจะมีจักรวาลอื่น ๆ ที่เราสามารถอยู่ในอดีตหรืออนาคตได้พร้อมกัน แต่ไม่ใช่จักรวาลที่เราอยู่ ณ ตอนนี้
เหมือนการดูหนังที่เรื่องไหลต่อเนื่อง แต่ความจริงคือหนังทั้งเรื่องประกอบด้วยเฟรมภาพเอกเทศมากมาย แต่ละเฟรมเป็นเอกเทศของมันเอง ทว่าเมื่อฉายเรียงลำดับ ก็ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งที่ไหลต่อเนื่อง
เรามีชีวิตอยู่ทีละหนึ่งวินาที หรือเสี้ยววินาที หากเราอยากแบ่งให้ละเอียดลงไปอีก
โลกไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแค่วินาทีนี้เท่านั้น
ทุกขณะจิตบนโลกคือ ‘เฟรมหนังปัจจุบัน’
‘เฟรมปัจจุบัน’ นี้สั้นแสนสั้น จึงไม่ควรเสียไปกับการนึกถึงเฟรมก่อนหน้า หรือเฟรมที่ยังมาไม่ถึง
ดังที่ปราชญ์โรมัน เซเนกา เขียนว่า “จงใช้ชีวิตทันที และนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ”
การจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตจึงเป็นการผลาญเวลาปัจจุบันไปฟรี ๆ เหมือนเผาน้ำมันขณะจอดรถอยู่กับที่ ตอนรถติด
แต่รถติดในทางจิตนั้นอาจแพงกว่าเผาน้ำมันตอนรถติดมากนัก
การหมกมุ่นกับเรื่องไม่ดีที่ผ่านมาแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้นอยู่ในรูปของความคิดในหัวของเรา ณ ขณะจิตปัจจุบัน จับต้องไม่ได้ มันเป็นขยะที่เราไม่ยอมทิ้ง
ดังนั้นการจมในความคิดอดีตกับการวิตกเรื่องอนาคตก็คือการใช้สมองเก็บขยะ
ขณะที่เราวิตกถึงอนาคต เหตุการณ์นั้นยังไม่มีตัวตน ยังไม่เกิดขึ้น และอาจจะไม่เกิดขึ้น มันเป็นแค่จินตนาการที่ไม่มีอำนาจเปลี่ยนอนาคตใด ๆ แต่สามารถทำให้ปัจจุบันขณะของเราหดหู่โดยไม่จำเป็น
ถ้าเราไม่ใช้ชีวิต ณ วินาทีปัจจุบัน ก็เท่ากับไม่มีชีวิตหรือสูญเสียวินาทีนั้นไปโดยเปล่าประโยชน์
ถ้าไม่ใช้วินาทีที่ปรากฏตัวอยู่แวบเดียว มันก็เสมือนไม่มี เราก็เป็นแค่คนตาย เพราะไม่ได้ทำอะไร
เสียเวลาเปล่า
เซเนกาเขียนว่า “มันไม่ใช่ว่าเรามีเวลาน้อย แต่เพราะเราเสียเวลาไปมากต่างหาก ชีวิตที่เราได้รับมาไม่สั้นเลย แต่เราทำให้มันสั้นเอง มันไม่ใช่เราไม่ได้รับอย่างเพียงพอ แต่เราใช้มันไปอย่างเปล่าประโยชน์”
การเจียดเวลาปัจจุบันไปใช้ในอดีตและอนาคต เท่ากับเปลืองทรัพยากร เปลืองอายุ
บางคนอายุยืน 80 ปี แต่ใช้จริง ๆ ไม่ถึงครึ่ง เพราะละลายเวลาที่เหลือไปกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ไม่มีตัวตน
เล่าจื๊อกล่าวว่า “หากเจ้าหดหู่ เจ้ากำลังอยู่กับอดีต
หากเจ้าวิตก เจ้ากำลังอยู่กับอนาคต
หากเจ้ามีความสงบ เจ้ากำลังอยู่กับปัจจุบัน”ปัญหาใหญ่ที่สุดของชาวโลกส่วนมากคือ เราถูกสอนแต่เด็กให้คิดถึงแต่อนาคตที่ดีกว่า ไม่ใช่ปัจจุบันที่ดี
เราถูกสอนให้นึกถึงเป้าหมาย และเดินไปให้ถึงเป้าหมายนั้น นี่ทำให้หลายคนตีความผิด คิดว่าอนาคตสำคัญกว่าปัจจุบัน
การวางแผนอนาคตไม่ใช่การใช้อนาคต มันก็คือแผนหรือโครงหลวม ๆ ให้เรารู้ แต่ไม่ใช่การใช้ชีวิตกับอนาคต ตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คือความวิตกกังวลในเรื่องของอนาคต เราจะล้มเหลวไหม เราจะสอบตกไหม เราจะ ฯลฯ
จนในที่สุดเราก็กลายเป็นคนที่ไม่มีปัจจุบัน
มองในมุมนี้ คนไร้ ‘อนาคต’ ไม่น่าเป็นห่วงเท่าคนไร้ ‘ปัจจุบัน’!
คนมีปัญญาจึงนับทุก ๆ วันเป็นชีวิตเอกเทศ
วินทร์ เลียววาริณ
1-6-26จาก ตัวสุขอยู่ในหัวใจ
260 บาท 49 บทความ เรื่องละ 5.3 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/211/ตัวสุขอยู่ในหัวใจทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
2 วันที่ผ่านมา -

วันสุดท้ายของเดือนห้า ฝนตกหนักทั่วกรุง แล้วจู่ๆ ผมก็นึกได้ว่า นอกจากฉากฟ้ากลางคืนแล้ว ผมใช้ฉากฝนตกในเรื่องสั้นและนวนิยายหลายเรื่องมาก
ยกตัวอย่าง
..............................
จากเรื่อง คนแปลกหน้า ปรัชญาที่สวนสาธารณะ (อาเพศกำสรวล)
พิรุณพิโรธเทลงมาตลอดคืนวันเสาร์ พายุอึงคะนึง เมฆดำลอยเรี่ยต่ำราวจะแตะยอดหลังคาบ้านเรือน ท้องฟ้าคล้ายกระดาษขาวผืนใหญ่ที่ฉ่ำน้ำดังถูกพู่กันจุ่มสีชุ่มโชก กดหยดสีลงบนแผ่นฟ้ากว้างขาวชื้นซึมออกเป็นวงกว้าง ตั้งแต่หัวค่ำสายฝนใหญ่คล้ายผ้าขี้ริ้วผืนมหึมากวาดซับชำระสิ่งสกปรกออกจากทุกอณูอากาศ หลังคาอาคารบ้านเรือน ถนน บาทวิถี เสาไฟฟ้า ทางม้าลาย และต้นไม้ที่มีฝุ่นเกาะชั่วนาตาปี คราบละอองทั้งหมดไหลตามน้ำจากฟ้าลงสู่ท่อระบายน้ำ ครั้นรุ่งสางฟ้าหมาดฝน เมืองเทพก็สะอาด แต่ยังมีหยาดน้ำเกาะพราว
........................
นวนิยาย ฝนตกขึ้นฟ้า
ต่างคนต่างเงียบไปอีกนาน เขาเหม่อมองภาพเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย
"คุณมองอะไรคะ?"
"ฝนตก"
หล่อนเปรยลอย ๆ "แปลกนะ"
"อะไรแปลก?"
"คุณมองฝนตกแน่วนิ่ง เหมือนฤาษีเข้าฌานเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นฝนตกธรรมดา"
"สำหรับผม มันไม่ธรรมดา"
"ยังไงคะที่ว่าไม่ธรรมดา?"
"ฝนตกขึ้นฟ้า..." เขาพึมพำ
"หมายความว่าอะไรคะ?"
"ช่างเถอะ มันไม่สำคัญหรอก"
..............................
นวนิยาย ปีกแดง
ฝนพรำทั่วทุ่งกว้างที่ร้างผู้คน ไกลออกไปเป็นเงาราง ๆ ของเทือกเขา ท้องฟ้าเบื้องบนซีดราวผ้าขาวที่ถูกซักมานานปี เหนือเส้นขอบฟ้าปรากฏร่างชายคนหนึ่งเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า
เขาก้าวผ่านเศษซากของสงคราม เขามาดิ้นรนไขว่คว้าสิ่งที่เขามองไม่เห็น ณ ที่นี่เพื่ออะไร หากมิใช่เพราะคำว่า ความรัก!
เขาคงเป็นบ้าไปเป็นแน่ แผ่นดินใหญ่เช่นนี้ จะตามเด็กหญิงเล็ก ๆ คนหนึ่งได้ที่ใด
ฝนพรำแผ่ทุ่งกว้าง น้ำไหลผ่านหน้า แยกไม่ออกว่าหยดใดคือน้ำฝน หยดใดคือน้ำตา
บางทีโศกนาฏกรรมแห่งความรักจะไม่มีวันจบ
เพราะความรักที่แท้คือความทุกข์อย่างหนึ่ง?
..............................
นวนิยาย ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
สายฝนเทลงมาจากฟ้าเหมือนกระแสธารบ้าคลั่ง กระแสลมพัดตีมันกระจัดกระจายเป็นเม็ดฝนพร่างพรม หยดน้ำร้อยพันเม็ดก่อตัวบดบังกระจกหน้ารถ ก้านปัดน้ำฝนปัดซ้ายปัดขวาสุดแรง แล้วหยดฝนชุดใหม่ก็ก่อตัวมาบดบังกระจกหน้าอีก แต่กระนั้นพายุสายฝนเดือนกันยายนดูจะไม่สามารถทำให้คนในรถซีตรองคันนั้นประหวั่นพรั่นพรึง แม้เบื้องหน้าจะมีความตายรออยู่ก็ตาม เพราะเบื้องหลัง มัจจุราชอีกตัวกำลังตามมาติด ๆ
..............................
นวนิยาย 16 องศาเหนือ
แล้วการรบก็อุบัติ เสียงปืนกลแผดขึ้นเป็นระยะ สลับกับเสียงฟ้าคำราม แล้วห่าฝนก็เทลงมาอย่างหนัก พวกเขาหลบในดงไม้ เปียกฝนทั้งตัว พื้นดินรอบตัวค่อย ๆ กลายเป็นโคลนเลน จนยากที่ทั้งสองฝ่ายจะรุกหน้า
..............................
นวนิยาย 17 องศาเหนือ
เขาทอดสายตาออกนอกหน้าต่าง มองลงไปที่ลำคลอง ไม่มีหิ่งห้อยแล้ว แสงแรกของวันโอบกอดต้นไม้กับสายน้ำอย่างทะนุถนอม มันมาเยือนพร้อมเม็ดฝนหลงฤดู ฝนกำลังโปรยเม็ดบางเหมือนหยดน้ำค้าง เรือแจวบรรทุกผลไม้ลำหนึ่งเคลื่อนผ่านเขาไป
..............................
เรื่องสั้น สะพาน (เส้นสมมุติ)
“เราสองคนชอบเดินเล่นบนสะพานโอฮาชิ สะพานเป็นจุดที่เราเห็นคนทุกประเภทเดินผ่านไปมา นางกล่าวว่า คนเหล่านี้ไม่เคยเดินทางไกล ทำงานวันต่อวัน มีทิศทางของแต่ละคนเหมือนกันทุกวัน เวลานั้นฝนก็เทลงมาขณะที่เราอยู่กลางสะพาน เราวิ่งหนีฝน แต่นางกลับยืนนิ่งราวกับต้องมนต์สะกดจากอำนาจบางอย่าง เราถามนางว่านางมองอะไร นางตอบว่ามองผู้คนที่วิ่งหนีฝน แต่ละชีวิตมีทิศทางของพวกเขา พวกเขาเป็นชาวนา พ่อค้า ซามูไร คหบดี ขอทาน แต่เมื่อฝนเทลงมากะทันหัน ทุกคนก็ถูกสายฝนบังคับให้วิ่ง พวกเขามีเพียงสองทาง คือซ้ายหรือขวา ในชั่วขณะสั้น ๆ นั้น สายฝนเป็นตัวกำหนดชีวิตของคนเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง เราถามว่าหากให้เลือก นางจะไปทางใด นางบอกว่าจะไปทางซ้าย เดินทางกลับบ้านเกิดของนาง ในขณะจิตนั้นเราคิดอยากสลัดทิ้งทุกอย่างที่เรามี แล้วเดินทางไปกับนาง..."
..............................
เรื่องสั้น ก้อนเนื้อในน้ำ (ในชุด น้ำแข็งยูนิตตราควายบิน)
เงาที่เดินตามหยุดที่หน้าอพาร์ตเมนท์
ห้องยามบ่ายสลัวราง อากาศเย็นชื้น
อาจเป็นเพราะกลิ่นหอมจางๆ ที่เส้นผมของเธอ เส้นผมที่เปียกบางส่วนเพราะถูกฝน อาจเป็นเพราะฝนยามบ่ายที่ทำให้ห้องนั้นสลัวราง อาจเป็นเพราะการมองแบบนั้น...
"เป็นอะไรไปคะ ไม่สบายรึเปล่า?" เธอถามผม
"คงเป็นไข้ สงสัยโดน ฝน " (ตัวละครหญิงชื่อฝน)
เอ้อ! ขออนุญาตตัดจบก่อนดีกว่า เพราะมันตามมาด้วยฉากเซ็กซ์
ไม่ค่อยเหมาะนะ วันนี้วันพระ
วินทร์ เลียววาริณ
31-5-262 วันที่ผ่านมา -
3 วันที่ผ่านมา -

เมื่อวานนี้คุยเรื่องฟอนต์วินทร์ ซึ่งเกิดจากความจำเป็นต้องออกแบบปกหนังสือ ก็บังเอิญตรงกับข่าวเรื่องฟอนต์เมื่อสองสามวันก่อน
เป็นฟอนต์ของนักออกแบบวัย 72 คนหนึ่ง
จัดเป็น accidental designer
รปภ.วัย 72 คนหนึ่งชื่อ Shuetsu Sato ทำงานที่สถานีรถไฟฟ้าชินจูกุที่โตเกียว
ในปี 2004 มีการปรับปรุงสถานีชินจูกุ เจ้านายสั่งให้ซาโตะทำหน้าที่ช่วยนักเดินทางที่อาจหลงทาง
วิธีแก้ของเขาคือทำป้ายขึ้นมาติดตั้งตามจุดต่างๆ เพื่อบอกทิศทาง
วิธีทำป้ายของเขาคือใช้เทปกาวสีต่างๆ ทำเป็นตัวหนังสือ ลูกศร ฯลฯ
ตรงรอยหักของตัวอักษร ก็ใช้คัตเตอร์กรีดให้เป็นเส้นโค้งมน เพื่อความงาม
ป้ายของเขาได้ผล ทำให้ทางสถานีใช้เขาทำป้ายเพิ่มอีก
ทันใดนั้นงานป้ายของซาโตะก็แพร่ไปทั่งประเทศ เขาได้รับการขอให้ช่วยทำป้ายไปทั่ว บางสถานีตอบแทนเขาด้วยแชมพูสระผม บางสถานีมอบถุงเท้าใหม่ให้เขา
ฟอนต์ใหม่ของเขาไปเข้าตาคนจำนวนมาก ไม่นานงานใหม่ก็ไหลมา มีคนชวนเขาไปทำงานด้านพาณิชยศิลป์ งานโฆษณา เขาก็ทำเพราะความสนุก มีสินค้าดังๆ หลายยี่ห้อ เช่น Nintendo, Suntory, Nike
คนเราเมื่อทำด้วยใจรัก และพอมีหัวศิลป์ งานก็ออกมาดี
ฟอนต์นี้ตั้งชื่อตามชื่อเขา เรียกว่าฟอนต์ 'Shuetsu-tai'
ต้องรีบตั้งชื่อ ไม่งั้นโดนเพื่อนบ้านเราเคลมแน่
วินทร์ เลียววาริณ
30-5-263 วันที่ผ่านมา
