-
วินทร์ เลียววาริณ1 ปีที่ผ่านมา
โก้วเล้งเคยตั้งข้อสังเกตตลาดนิยายจีนกำลังภายใน ยุคที่มีนักเขียนมากถึง 300-400 คนว่า นิยายกำลังภายในซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่คนอ่านเดาเรื่องออกเสมอ
หนังสายลับบู๊ก็เช่นกัน หากดูมามากพอสมควร จะเดาทางออก และเมื่อนั้นหนังสายลับก็กลายเป็นความน่าเบื่อได้ง่ายๆ
เรื่องล่าสุดคือ Canary Black ผลงานของ Pierre Morel
Pierre Morel ไม่ใช่มือใหม่ เขาเคยทำหนังบู๊คุณภาพมาก่อน เช่น Taken แต่นั่นเพราะบทภาพยนตร์เรื่องนั้นเข้มข้นราวเอสเพสโซสิบแก้วรวมกัน
ในทางตรงข้าม Canary Black เป็นส่วนผสมของอเมริกาโนรสจืดผสมน้ำสิบแก้ว ใส่ครีมเต็มแก้ว เนื้อเรื่องซับซ้อน แต่ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีเหตุผล ไม่มีอะไรในกอแบมบู
ช่วงหลายปีนี้ ฮอลลีวูดสร้างตัวละครนักฆ่า-นักบู๊ที่เป็นสตรี เช่น Geena Davis (The Long Kiss Goodnight) Charlize Theron (Atomic Blonde) Zoe Saldana (Colombiana) Jennifer Lawrence (Red Sparrow) Jennifer Garner (Peppermint) ฯลฯ หลายเรื่องก็ประสบความสำเร็จ คงจะสร้างอีกหลายเรื่องแน่ๆ
เรื่องสุดท้ายในรายการข้างบน - Peppermint ก็กำกับโดย Pierre Morel
แต่ Canary Black เดินเรื่องอย่างไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น แม้แต่ฉากบู๊ เนือยตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง
เทียบกับหนังที่เอ่ยชื่อมาข้างบน Kate Beckinsale ดูจะขาดความน่าเชื่อถือว่าเป็นนักฆ่าที่สุด
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นหนังเรื่องรองสุดท้ายของ Ray Stevenson ผู้ล่วงลับไปเมื่อปีก่อน ก็ถือว่าดูเป็นที่ระลึกถึงนักแสดงชาวไอริชผู้นี้
สรุปก็คือบู๊สะบั้น แต่อยู่ในตระกูล Ambulance จึงได้คะแนนเท่ากัน
2/10 (เค้าขอโทดดดที่ให้คะแนนได้เท่านี้จริงๆ!)
ฉายในโรงภาพยนตร์
วินทร์ เลียววาริณ
22-10-24วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
1- แชร์
- 112
-

(ต่อจากตอนก่อน)
วินทร์ #9292 : “ผมคิดว่าคนจำนวนมากในโลกอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยที่ต้องอยู่ในโลกร่วมกับคนที่ไม่มีศาสนา โดยเฉพาะเมื่อตัวเลขคนไม่มีศาสนาสูงถึง 36 เปอร์เซ็นต์”
วินทร์ #1001 : “พวกเขาอาจลืมมองว่าตัวเลขสูงหรือไม่สูงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย เพราะเราคงไม่อาจใช้ตัวเลขนี้เป็นมาตรวัดความสงบสุขของชาวโลก เหมือนกับที่เราไม่อาจใช้ตัวเลข GDP วัดความสุขของคนชาติหนึ่ง ๆ ต่อให้รายได้ต่อหัวของคนในชาติสูงเหลือเกิน ก็ไม่ได้แปลว่าประชาชนมีความสุข คนมีความสุขได้เมื่อรู้จักพอ เมื่อใจสงบ ทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นได้แม้กับคนที่ไม่สังกัดศาสนาใดหรือกระทั่งไม่มีศาสนา ใช่หรือเปล่า?...
“มีคนไม่น้อยเรียกตัวเองว่า ‘คนไม่มีศาสนา’ ไม่สังกัดพุทธ คริสต์ อิสลาม เต๋า เซน ฯลฯ สักเจ้าเดียว ทว่าประพฤติตนตามครรลองของศีลธรรม ไม่ฆ่าคน ไม่ขโมยของ ไม่เมาแล้วขับ เราจึงไม่อาจเรียกคนพวกนี้ว่า ‘ไม่มีศาสนา’ พวกเขาเพียงไร้สังกัดยี่ห้อเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าถูกหรือผิด ดีหรือเลว เพราะถึงใครคนนั้นไม่ยึดมั่นในศาสดาองค์ใด ไม่เคยเข้าสถานประกอบพิธีทางศาสนา ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะทำเรื่อง ‘ชั่ว’ และไม่มีความสุขสงบในชีวิต...
“หากเปรียบศาสนาเป็นเพลง ก็คือการไม่ได้สังกัด ‘ค่ายเพลง’ ใด คนที่ชอบร้องเพลงและไม่ได้ร้องเพลงในสังกัดบริษัทแกรมมี หรืออาร์สยาม หรือเบเกอรี่มิวสิค หรือรถไฟดนตรี ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เขาร้องไม่ใช่เพลง หรือถ้าเปรียบศาสนาเป็นโรงเรียน ศาสดาคือครูใหญ่ ศีลธรรมก็คือหนังสือ คนที่ไม่เข้าโรงเรียนก็อ่านหนังสือได้ มันไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือเล่มนั้นภายในเขตโรงเรียนถือว่าไม่รู้ ดังนั้นวลี ‘ไร้ศาสนา’ จึงอาจแปลว่า ‘ไร้สังกัด’ ไม่ใช่ ‘ไร้ศีลธรรม’ มองแบบนี้จะเห็นว่า ยี่ห้อศาสนาหรือ ‘ค่ายเพลง’ เป็นแค่เปลือกอย่างหนึ่งเท่านั้น จนอาจพูดได้ว่าบางครั้งการ ‘ไม่มีศาสนา’ ก็คือศาสนาอย่างหนึ่ง!”
วินทร์ #10210 : “ผมไม่เห็นด้วย ไม่มีศาสนาก็คือไม่มีศาสนา มันจะเป็นศาสนาได้ยังไง?”
วินทร์ #1001 : “คุณแต่งงานแล้วยัง?”
วินทร์ #9292 : “แต่งแล้ว จดทะเบียนและชำระค่าสินสอดเรียบร้อย”
วินทร์ #1001 : “แล้วมีความสุขรึเปล่า”
วินทร์ #9292 : “มีความสุขดี คุณถามทำไม?”
วินทร์ #1001 : “มีใครแต่งงานแบบไม่จดทะเบียนบ้าง?”
วินทร์ #8100 : “ผมไง อยู่ด้วยกันมาสิบปีแล้ว”
วินทร์ #1001 : “มีความสุขรึเปล่า?”
วินทร์ #8100 : “สุขบ้าง ไม่สุขบ้าง แล้วแต่วัน แต่ว่าโดยรวมก็สุข”
วินทร์ #1001 : “ศาสนาก็เหมือนคู่ครองที่อยู่กับเราจนตายกันไปข้างหนึ่ง แต่เป็นคู่ครองทางจิตวิญญาณ จะอยู่ด้วยกันโดยจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนก็ไม่สำคัญ หรือถ้าเลือกเป็น ‘โสด’ ก็ทำได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องแต่งงาน ปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติคือเราตกอยู่ในภาพลวงตาของค่านิยมบางอย่าง ปลูกฝังจากรุ่นสู่รุ่น จนเป็นความเชื่อฝังหัว ภาพฝังหัวที่ใหญ่ที่สุดภาพหนึ่งคือคนไม่มีศาสนาเป็นคนเลว ไร้ศีลธรรม ทำชั่วอะไรก็ได้ ผมว่ามันตลกนะ ศีลธรรมไม่ใช่คุณสมบัติเฉพาะของคนที่มีสังกัด ตรงกันข้าม เราเห็นตัวอย่างมากมายนับไม่ถ้วนที่คนมีสังกัดระดับผู้นำศาสนาทำเรื่องเลวทรามต่ำช้ากว่าคนที่ไม่มีสังกัด ลองเปิดหนังสือพิมพ์ดู ไม่มีเดือนไหนผ่านไปโดยไม่มีข่าวพระทำเรื่องชั่ว ทั้งพระไทยและพระเทศ ไม่อมเงินวัดก็ตุ๋ยเด็กวัด หรือพาสีกาเข้ากุฏิ หรือพยายามเทศนาในสิ่งที่ตนเองทำไม่ได้หรือไม่ทำ แม้แต่พระระดับสูง ๆ ก็ยังทำเรื่องแย่ ๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าไม่แกล้งตาบอด ก็เห็น ๆ กัน”
วินทร์ #2009 : “ในคริสตจักรก็เช่นกัน ประวัติศาสตร์บันทึกว่ามีพระสันตะปาปาชั่ว ๆ อยู่หลายองค์...”
วินทร์ #2009 : “มันก็เข้าสู่ประเด็นที่สองคือคนเราไม่มีศาสนาได้หรือเปล่า เรื่องนี้คุณคิดว่ายังไง?”
วินทร์ #1001 : “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคำว่า ‘ศีลธรรม’ เช่นกัน เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ศีลธรรมคืออะไร นอกจากนี้เรายังต้องรู้ด้วยว่าศีลธรรมปรากฏในโลกนี้ได้ยังไง เราอาจจะกรอกคำว่า ‘พุทธ’ หรือ ‘คริสต์’ หรือ ‘อิสลาม’ ที่ช่องศาสนาในแบบฟอร์มของทางราชการ เราถูกตั้งโปรแกรมมาตั้งแต่เด็กว่า ศาสนาช่วยกล่อมเกลาจิตใจ สร้างสันติสุขให้โลก แต่มีใครบอกได้ไหมว่าศาสนาต่างจากศีลธรรมตรงไหน? เราใช้อะไรมาขีดเส้นแบ่งระหว่าง ‘คนดี’ กับ ‘คนไม่ดี’ ระดับศีลธรรม? คำสอนของศาสดา? ค่านิยมของสังคม? ถ้าใช้ระดับศีลธรรมเป็นเครื่องวัด ต้องทำตามหลักศีลธรรมของศาสนานั้นกี่ข้อจึงจะจัดเป็นคนดี?”
วินทร์ #2009 : “แล้วคุณคิดว่าไง?”
วินทร์ #1001 : “ปัญหาคือเราถูกปลูกฝังความเชื่อในหัวมาตลอดว่าศีลธรรมคือศาสนา ความจริงนั้นคือศาสนาคือศีลธรรม แต่ศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นศาสนา”
วินทร์ #2009 : “ก็น่าคิด นี่มันสวนทางกับที่เราถูกสอนมาเลยนะ คนอื่น ๆ อาจไม่เห็นด้วยกับคุณ”
วินทร์ #1001 : “ไม่แปลก การพูดอะไรที่สวนทางกับความเชื่อศรัทธาของคนส่วนใหญ่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเสมอ เพราะมันเหมือนไปทำลายความฝันอันสวยงามของพวกเขา ดังนั้นก่อนคุยกันต่อ ผมขออนุญาตถามว่าพวกคุณนับถือศาสนาอะไร?”
วินทร์ #2009 : “ผมเป็นพุทธ”
วินทร์ #147 : “ผมเป็นคริสต์”
วินทร์ #5789 : “ผมนับถืออิสลาม”
วินทร์ #1001 : “มีใครในที่นี้ที่เป็น Athiest หรือ Agnostic หรือ Secular Humanist?”
วินทร์ #9299 : “ผมเป็น Athiest”
วินทร์ #1001 : “แล้ว Antitheism กับ Antireligion?”
วินทร์ #4512 : “ดูเหมือนไม่มีนะ”
วินทร์ #7212 : “ผมไม่เคยได้ยินศัพท์ประหลาด ๆ พวกนี้มาก่อน”
วินทร์ #1001 : “พวกนี้เป็นชื่อกลุ่มย่อยของคนไม่มีศาสนา เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง แต่ขอย้อนกลับไปที่จุดจบของ ลูเธอร์ เบอร์แบงก์ ก่อน เหตุการณ์นั้นบอกว่าความเชื่อที่สวนทางกับสังคมส่วนใหญ่มักทำให้คนคนนั้นเดือดร้อน จึงไม่แปลกที่หากคนรอบตัวคุณนับถือศาสนาอะไร คุณก็นับถือศาสนานั้น มันปลอดภัยกว่า ไม่ต้องถูกตัดออกจากสังคมหรือเป็นคนไม่มีใครคบ ลองคิดดู ด้วยเหตุผลนี้จะมีคนสักกี่เปอร์เซ็นต์ในโลกที่นับถือศาสนาเพราะเขาเลือกเอง เลือกด้วยความรู้ความเข้าใจไม่ใช่เพราะสภาพแวดล้อมบังคับ...
“ที่แปลกก็คือ ในโลกที่ ‘เจริญ’ แล้วอย่างประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ก็ยังมีกรอบศาสนาครอบอยู่ โลกเราหมุนมาถึงศตวรรษที่ 21 แล้ว เราก็ยังมีปัญหาเรื่องนี้ โรงเรียนจำนวนมากในอเมริกาปฏิเสธทฤษฎีวิวัฒนาการหรือสอนอย่างเสียไม่ได้ คนจำนวนมากยังจมในความคิดว่า สิ่งที่ฉันเชื่อถูกต้องที่สุด ศาสนาที่ฉันนับถือดีที่สุด และเมื่อเชื่อมั่นก็ใจดีอยากบอกบุญ เผื่อแผ่ให้คนอื่นด้วย เท่าที่ผมเห็นคือความยึดมั่นถือมั่นในหลักศาสนามักกลายเป็นความเคร่งศาสนา ความเคร่งศาสนาแปลงเปลี่ยนเป็นความคลั่งศาสนาได้ไม่ยาก และท้ายที่สุดก็เป็นมิจฉาทิฐิ ในทางพุทธ แค่มีมิจฉาทิฐิอย่างเดียวก็ปิดกั้นหนทางสู่ความรู้แจ้งแล้ว หากเราเรียกความคิดนี้ว่าเป็นหลักสอนของศาสนา ก็ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของศาสนาแทบทุกศาสนาที่สอนให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา”
วินทร์ #2009 : “ขออนุญาตแย้งด้วยความเคารพนะครับ ที่คุณพูดมาก็ย้อนแย้งเหมือนกัน เพราะคนอื่นก็อาจมองว่าสิ่งที่คุณพูดเป็นเพราะคุณยังจมในความคิดว่า สิ่งที่ฉันเชื่อถูกต้องที่สุด และเมื่อเชื่อมั่นก็มักอยากเผื่อแผ่ให้คนอื่นด้วย คนอื่นก็อาจเห็นว่าคุณมีมิจฉาทิฐิที่มองแต่ด้านดีของการไม่มีศาสนารึเปล่า?”
วินทร์ #1001 : “ก็ยุติธรรมดีที่ว่ายังงั้น แต่ผมไม่เคยบอกว่าสิ่งที่ผมพูดถูกต้อง ผมเพียงบอกว่านอกเหนือจากสิ่งที่เราถูกสอนมาแล้ว ยังมีวิธีคิดแบบนี้อยู่นะ ผมเชื่อว่าเราต้องสามารถแย้งและตั้งคำถามได้ทุกเรื่อง เหมือนที่เด็กถามเพราะอยากรู้ ทองแท้ต้องไม่กลัวไฟ ถ้าหลักการหนึ่ง ๆ ดีจริง ต้องสามารถยอมรับการตรวจสอบได้ ถ้าคุณสร้างอาคารหลังหนึ่งแล้วไม่ให้ใครเข้าไปอยู่ เพราะกลัวว่ามันจะพัง มันก็เป็นอาคารที่ไร้ประโยชน์ เอาไว้ดูอย่างเดียว อยู่ไม่ได้ ถ้ามันดีจริง ก็ต้องสามารถรับน้ำหนักคนและสิ่งของได้ เช่นกัน ผมเชื่อว่าศาสนาจะแข็งแรงขึ้นถ้าถูกตรวจสอบและตั้งข้อสงสัยมาก ๆ เหมือนดินที่ถูกเผาไฟ จะแกร่งขึ้น”
วินทร์ #2009 : “งั้นก็กลับมาที่ประเด็นศีลธรรมที่เราคุยค้างกันอยู่”
วินทร์ #1001 : “ผมเห็นว่าจะศึกษาเรื่องศาสนา ก็ต้องเข้าใจที่มาของศีลธรรมก่อน คำว่า ‘ศีลธรรม’ แปลว่า ความประพฤติที่ดีที่ชอบ ในมุมมองของวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะสายวิวัฒนาการ ดาร์วินเชื่อว่ามันก็คือผลของวิวัฒนาการของสัตว์สังคม”
วินทร์ #147 : “เป็นไปได้ยังไง?”
วินทร์ #1001 : “คิดง่าย ๆ ดูนะ สมมุติว่าคุณอยู่ตัวคนเดียวในโลก คุณจำเป็นต้องมีศีลธรรมหรือไม่ คำตอบคือไม่จำเป็น เพราะอยู่คนเดียวเราจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครได้ มองแบบนี้ก็เห็นเหตุผลว่าศีลธรรมและศาสนาเกิดขึ้นมาได้ยังไง...
“อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก เขียนไว้นานมาแล้วว่า “One of the great tragedies of mankind is that morality has been hijacked by religion. So now people assume that religion and morality have a necessary connection. But the basis of morality is really very simple and doesn’t require religion at all.”
(โศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์คือการที่ศีลธรรมถูกศาสนาแย่งชิง ดังนั้นคนจึงทึกทักเอาว่าศาสนาและศีลธรรมมีความเชื่อมกันที่จำเป็น แต่รากฐานของศีลธรรมนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่งและไม่ต้องพึ่งพาศาสนาโดยสิ้นเชิง)
วินทร์ #5789 : “อืม! ‘hijack’ เป็นคำแรงนะ”
วินทร์ #1001 : “มันก็ขึ้นกับว่าคุณมองจากฝั่งไหน แต่ลองคิดดูให้ดี คลาร์กพูดถูกและตรงเป้า ทุกศาสนาใช้หลักศีลธรรมเหมือนกัน อย่าฆ่าคน อย่าขโมย ฯลฯ พุทธมีศีลห้า คริสต์มีบัญญัติสิบประการ อิสลามก็มีหลักการให้เป็นคนดี แตกต่างกันที่รายละเอียดปลีกย่อย ดังนั้นการยึดครองศีลธรรมก็เปรียบเสมือนค่ายเพลงยึดตัวโน้ตดนตรีเป็นสมบัติของตัวเอง”
วินทร์ #5789 : “เปรียบอย่างนี้ ‘เก็ต’ เลย!”
วินทร์ #1001 : “คลาร์กยังเขียนว่า ‘ไม่ว่ามันจะมีค่าหรือจำเป็นเพียงใดที่จะบังคับให้คนในยุคโบราณทำดี การรวมของสองสิ่งนี้กลับให้ผลตรงข้าม และในช่วงเวลาที่สองสิ่งนี้ควรถูกแยกออกจากกัน คนโง่ที่คิดว่าตนเองมีศีลธรรมแก่กล้ากว่า กลับเรียกร้องให้ผู้คนหวนคืนสู่ศีลธรรมด้วยสิ่งเหนือธรรมชาติ’ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ อลัน ทิวริง และ ลูเธอร์ เบอร์แบงก์ เป๊ะ”
วินทร์ #2009 : “คุณไม่เห็นด้วยหรือว่าศาสนาต้องมีศีลธรรมเป็นองค์ประกอบ?”
วินทร์ #1001 : “ผมเห็นด้วย เราต้องการศีลธรรมเพื่อให้สังคมอยู่ได้ แม้แต่ลัทธิเต๋าที่สอนให้ใช้ชีวิตตามสบายก็ยังสอนให้มีความเมตตา ซึ่งก็คือศีลธรรมอย่างหนึ่ง ศีลห้าหรือกว่าครึ่งของบัญญัติสิบประการของคริสต์ก็คือกฎหมายอย่างหนึ่งนั่นเอง เช่น ห้ามฆ่าใคร ห้ามลักขโมย ห้ามประพฤติผิดในกาม เป็นต้น จะเห็นว่าทั้งหมดคือกฎระเบียบข้อปฏิบัติ ไม่ใช่คำสอนกล่อมเกลาจิตใจแต่อย่างไร ธรรมต่างหากที่ช่วยพาเราไปทางจิตวิญญาณ...
“เห็นชัดว่าศีลธรรมเป็นเพียงเครื่องมือที่มากับ ‘แพกเกจ’ ศาสนาหนึ่ง ๆ เหมือนกับล้อมากับรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า บีเอ็มดับเบิลยู เฟียต มาสดา หรือเฟอร์รารี ก็มาพร้อมกับล้อเหมือนกัน ไม่มีรถยนต์คันไหนไม่มีล้อ แต่ไม่ใช่มีแต่รถยนต์ที่มีล้อ จักรยาน มอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก ซาเล้ง ก็มีล้อและสามารถพาเราไปถึงจุดหมายเหมือนกัน ดังนั้นถ้าทุกศาสนาสอนให้ทำดี ไม่ทำชั่ว เพื่อให้สังคมสงบสุข มันต่างอะไรจากการที่ปัจเจกคนหนึ่งเลือกที่จะทำเรื่องเดียวกันโดยไม่ห่มคลุมเสื้อติดยี่ห้อศาสนา?”
วินทร์ #2009 : “ก็มีเหตุผล”
วินทร์ #1001 : “มนุษย์เราส่วนใหญ่ดิ้นรนทั้งชีวิตแสวงหาวัตถุ เงินทอง ชื่อเสียง ความรัก แต่ท้ายที่สุดเมื่อเราอยู่กับตัวเองจริง ๆ สิ่งเดียวที่เราต้องการก็คือความสงบสุข และความสงบสุขก็มีเพียงแบบเดียวคือความเรียบง่าย ความพอเพียง ถ้าไม่หยุดแสวงหาวัตถุ ก็ไม่มีทางพบการบรรลุธรรมอะไร เพราะความสงบสุขไม่ได้อยู่ข้างนอกโน้น มันอยู่ในหัวของเรานี่เอง และการไปถึงจุดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องสังกัดยี่ห้อศาสนาใดเลย...
“ที่ผมว่ามานี้ไม่ได้โปรโมตให้ใครเลิกมีศาสนานะครับ เพียงแต่อยากให้รู้ว่าระบบศาสนาและศีลธรรมปรากฏขึ้นในโลกนี้ได้อย่างไร ลองมองดูโครงสร้างของศาสนาต่าง ๆ ในโลกวันนี้ ไม่ว่าจะสังกัด ‘ค่ายเพลง’ ใด ก็มีจุดหมายเดียวกันคือใช้ศีลธรรมกล่อมเกลาจิตใจให้มีพฤติกรรมที่ดีต่อสังคม และเติมเต็มจิตวิญญาณ พูดง่าย ๆ คือทำให้ตนเองและส่วนรวมมีความสุขสงบ ทว่าถึงไม่สังกัด ‘ค่ายเพลง’ ก็อาจบรรลุจุดหมายเดียวกันคือตนเองและส่วนรวมสงบสุขได้เหมือนกัน ผมว่าศาสนาก็เหมือนกางเกง จะซื้อแบบสำเร็จรูป หรือจะสั่งตัดเย็บพิเศษให้เหมาะกับตัวเองก็ได้ ตราบที่มันทำหน้าที่ของกางเกงได้ครบถ้วน”
วินทร์ #10210 : “แต่ถ้าไม่สวมกางเกง มันก็อุจาด เห็นรึยังว่าทำไมเราต้องสวมกางเกง?”
วินทร์ #1001 : “แต่กางเกงไม่ใช่เครื่องนุ่มห่มชนิดเดียวในโลกนี่นา นานก่อนหน้ากางเกงถือกำเนิดในโลก คนก็นุ่งใบไม้มาก่อน! และนานก่อนหน้านุ่งใบไม้ คนก็ไม่สวมอะไร”
วินทร์ #10210 : “แล้วคุณสวมอะไร?”
วินทร์ #1001 : “คุณดูไม่ออกหรือว่าผมใช้ ‘บอดี้ เพนท์’ เย็นสบายดี แต่ไม่อุจาด!”
วินทร์ เลียววาริณ
26-7-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
0 วันที่ผ่านมา -

ข่าวนักท่องเที่ยววัยรุ่นอิตาเลียนแสดงกิริยาไม่เหมาะสมในรถไฟฟ้า ทำให้ระเบิดวัฒนธรรมลงกลางเมือง เกิดปฏิกิริยาของคนไทยจำนวนมาก
ความจริงอิตาเลียนน่าจะเป็นชาติที่เข้าใจเรื่องมารยาทนักท่องเที่ยวดีกว่าชาติอื่น เพราะช่วงหลายปีนี้ ในเมืองมีนักท่องเที่ยวมาก เช่น เวนิส ชาวเมืองอิตาลีประท้วงรัฐบาลบ่อยๆ ที่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเข้าอิตาลีมากเกินไป
ที่เรียกว่า Overtourism
อะไรที่โอเวอร์ย่อมไม่ดี
ปัญหาของ Overtourism อย่างหนึ่งทำให้ค่าครองชีพของชาวเมืองสูงขึ้น รบกวนวิถีชีวิตของพวกเขา
สำหรับชาวเวนิส ชาวเมืองหาอพาร์ทเมนต์อยู่ยากขึ้น เพราะอพาร์ทเมนต์จำนวนมากถูกดัดแปลงเป็นโรงแรม
ไม่เฉพาะอิตาลี หลายประเทศในโลกก็เริ่มขยับตัว เพราะเบื่อ Overtourism
ไม่กี่ปีก่อนชาวญี่ปุ่นทำป้ายปิดวิวภูเขาไฟฟูจิ ก็เป็นสัญลักษณ์ของชาวเมืองว่า "กูพอแล้วโว้ย!"
ไปที่ไหนก็เจอแต่นักท่องเที่ยว
คนญี่ปุ่นเซนซิทีฟกับมารยาทมาก ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่ทิ้งขยะเรี่ยราด ส่งเสียงอึกทึก ย่อมขัดกับวิถีชาวญี่ปุ่น เห็นแล้วขัดใจ
ผมอยู่ในเมืองมาหลายปี (เหตุผลหลักคือเข้าโรงหนังสะดวกกว่า) สวนทางกับนักท่องเที่ยวทุกวัน เจอนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ดีก็มีมาก เลวก็มีเยอะ
คนไทยเราอะลุ่มอล่วยกว่า ถ้าของไม่ขึ้นจริงๆ ก็ยอมๆ กันไป
แต่เจอ Overtourism นานๆ ก็ไม่ดีต่อสุขภาพจิต ผมก็เบื่อนักท่องเที่ยว ว่าจะย้ายไปอยู่เมืองน้อย สวยเรียบเงียบๆ สักแห่ง เช่น เกียวโต
แต่ เอ๊ะ! ไม่ดีมั้ง เมืองนั้นก็ต่อต้านนักท่องเที่ยวเหมือนกัน
งั้นไปแถวเกาหลีใต้ดีกว่า แต่ถ้าไปก็คงไม่กล้ากร่าง สบถว่า "ขอโทษที่เอาเงินมาเข้าประเทศคุณ" เพราะถ้าบังเอิญไปสำรากใส่เอเยนต์คิม เดือดร้อนแน่กรู
เฮ้อ! อยู่ในหลุมเดิมก็แล้วกัน เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
25-7-260 วันที่ผ่านมา -

คอลัมน์คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ
วันนี้มีคนถามว่า "คุณวินทร์บอกว่าไม่เชื่อเรื่องต้นไม้มงคล แล้วคุณวินทร์เชื่อเรื่องชื่อมงคลไหมครับ ถ้าไม่เชื่อทำไมคุณวินทร์จึงเปลี่ยนชื่อครับ"
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a61ce244ff8c7784706b2bf
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
0 วันที่ผ่านมา -

มีจุดหนึ่งของการเกิดมาในครอบครัวตะวันออกที่ผมมองไม่เห็น จนกระทั่งไปใช้ชีวิตในตะวันตก นั่นคือการที่ผู้ใหญ่เอ่ยคำขอโทษ คำชม และคำขอบคุณต่อเด็กไม่เป็น (นี่เป็นเพียงข้อสังเกตจากประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น)
หลายคนพูดจากับคนแปลกหน้าไพเราะกว่าพูดกับสมาชิกในครอบครัว ยิ้มให้กับคนที่เขาไม่รู้จักกันดีอย่างดี แต่ไม่ยิ้มให้คู่ครองที่อยู่ด้วยกันมานานยี่สิบสามสิบปี
แปลกไหม?
ธอมัส เมอร์ตัน ชาวตะวันตกคนหนึ่งผู้ลุ่มหลงชีวิตตะวันออก เขียนในหนังสือปรัชญาเต๋าเล่มหนึ่งว่า เมื่อเราเดินไปในตลาดพลุกพล่าน เผลอเหยียบเท้าใครคนหนึ่ง เรารีบเอ่ยว่า "ขอโทษ" และให้เหตุผล แต่เมื่อเหยียบเท้าลูก เรากลับเงียบกริบ
นี่อาจเป็นพฤติกรรมที่ฝังรากมาจากความเชื่อที่ว่า ผู้ใหญ่ย่อมไม่ผิด ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน
บางครั้งการเอ่ยคำ "ขอโทษ" นั้นยากเย็นยิ่ง ราวกับว่าศักดิ์ศรีของตนถูกลดทอน หรือเป็นการเผยว่าตนเองโง่เง่าจนผิดพลาด
ทว่าการพลาดพลั้งยังดีกว่าการไม่เคยพลั้งพลาด และการกล้ายอมรับว่าตนผิดย่อมดีกว่าการดื้อดึง เพียงเพื่อรักษาหน้าตาหรือศักดิ์ศรี
มารยาทที่แท้ย่อมรักษาความสม่ำเสมอ และไม่มีข้อแม้ใด ๆ
หลายปีนี้ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า บางครั้งการชิงเอ่ย "ขอโทษ" ก่อน ทั้งที่เราไม่ผิด ช่วยลดอุณหภูมิความเครียดระหว่างสองฝ่ายได้อย่างน่าอัศจรรย์
การเอ่ยคำชมและบอกรักคนอื่นก็อยู่ในข่ายเดียวกัน
คนจำนวนมากรู้สึกเขินเมื่อต้องบอกรักผู้อื่น คนอีกไม่น้อยมองไม่เห็นว่าทำไมต้องชมคนอื่น บางคนบอกว่าชื่นชมในใจก็พอแล้ว
พวกเขาลืมไปว่า ไม่มีใครได้ยินคำชมที่อยู่ในใจ
คำชมและคำบอกรักเป็นของฟรี ให้คนอื่นมากเท่าไร ก็ไม่มีวันหมดจากคลังหัวใจ
ภาษิตฝรั่งบอกว่า Don't wait until people are dead to give them flowers.
รู้จักชมคนบ้าง เพราะบางครั้งการชมผู้อื่นมีค่ามากกว่าสินจ้างรางวัล
การบอกรักผู้อื่น โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษคือความพิเศษอย่างหนึ่ง
สัมมาวาจาก็เช่นน้ำเย็น พรมใส่ต้นไม้ นอกจากจะสร้างความชุ่มฉ่ำต่อใบหรือดอก ยังไหลย้อยลงดินเป็นอาหารแก่ราก
ชีวิตมีความงดงามก็ตรงที่เรารู้จักเติมน้ำดีใส่ลงไปในหัวใจอยู่เรื่อย ๆ
วินทร์ เลียววาริณ
24-7-26 จาก รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง
หนังสือเสริมกำลังใจ 46 บทความ 175 บาท เรื่องละ 3.8 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/108/รอยเท้าเล็กๆ%20ของเราเอง%20เวอร์ชั่น%202
.......................
โปรโมชั่นพิเศษ ชุดกำลังใจ 3 แถม 1
รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง + คำที่แปลว่ารัก + ความฝันโง่ๆ + แถม เส้นสมมุติShopee : https://s.shopee.co.th/6L2v5A2zn6
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
2 วันที่ผ่านมา -

แจ้งข่าวต่อจากวันก่อน หลังจากคุณบริสุทธิ์สัมภาษณ์ผู้สมัครชื่อ คมกริบ คมฤทธิ์กำจร ก็รับเขาทำงาน
คุณบริสุทธิ์รับ คมกริบ คมฤทธิ์กำจร เข้าทำงานด้วยเหตุผลเดียวคือ เขามีไหวพริบและอารมณ์ขัน ขณะที่ผู้สมัครคนอื่น ๆ มองโลกแบบเถรตรง
แน่นอน เขาไม่ดื่มเหล้า แต่สามารถใช้อารมณ์ขันเปลี่ยนคำถามสุดท้ายของคุณบริสุทธิ์
คุณบริสุทธิ์ชอบคนที่มีอารมณ์ขัน เพราะเชื่อว่าอารมณ์ขันมีความสัมพันธ์กับความคิดสร้างสรรค์
ผ่านไปหกเดือน พิสูจน์ว่าคุณบริสุทธิ์ตาถึง เขาทำงานดีมาก
เช้าวันหนึ่งคมกริบเคาะประตูห้องคุณบริสุทธิ์
“พี่ครับ ผมขอขึ้นเงินเดือน”
คุณบริสุทธิ์พยักหน้า “ไหนให้เหตุผลดี ๆ สักข้อซิ”
“เหตุผลคือตอนนี้มีสี่บริษัทต่างชาติกำลังต้องการตัวผมอย่างยิ่งยวด ผมอยากได้เงินเดือนเพิ่มอีก 20 เปอร์เซ็นต์”
คุณบริสุทธิ์มองตาเขาครู่เดียวก็บอก “ตกลง คุณทำงานดีมาตลอด ผมมองเห็น”
“ขอบคุณครับพี่”
เขาก้าวออกจากห้องไป แต่คุณบริสุทธิ์เรียกเขากลับมา
“บริษัทต่างชาติสี่แห่งที่ต้องการคุณอย่างยิ่งยวดคือที่ไหน?”
“เอ้อ! ก็มี Visa, Master card, AMEX และ AEON ครับ”
สวัสดีวันพฤหัส ขอให้มีความสุขนะครับ
วินทร์ เลียววาริณ
23-7-26.........................
จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)
นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย
ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
โปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed
https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
3 วันที่ผ่านมา
