-
วินทร์ เลียววาริณ7 เดือนที่ผ่านมา
ช่วงนี้มีข่าวแปลกๆ เรื่องแก้บน
มันก็คงไม่แปลกหรอก หากแก้บนแปลว่าแก้ท่อนบนด้วย
เรื่องรำแก้บนน่ะได้ยินมาตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ส่วนรำ 'แก้' บน ก็มาเรื่อยๆ คงคิดว่าเทวดาอยากดูของพวกนี้
ไม่นานมานี้ก็มีข่าวหนุ่มวัย 22 ปี วิ่งเปลือยกายไปตามถนนเพชรเกษม อ้างทำไปเพื่อแก้บน
คงกลายเป็น new normal ไปอีกเรื่อง
การบนคือการทำสัญญาธุรกิจกับเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย การแก้บนคือการจ่ายค่าบริการ
สัญญาธุรกิจฉบับนี้บอกว่า ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานสิ่งที่ตนต้องการ แลกกับการตอบแทนด้วยข้าวของ เครื่องเซ่น ไปจนถึงการแสดง
บริการที่มนุษย์ต้องการจากเทวดาก็เช่น ขอให้สอบติด ขอให้จับได้ใบดำในการเกณฑ์ทหาร ฯลฯ
ธุรกรรมนี้มนุษย์บังคับให้เทวดาเล่นด้วย พูดเองเออเอง เราเป็นผู้กำหนดกติกาเองว่าจะให้อะไรตอบแทนแก่เทวดา
สิ่งตอบแทนมีทั้งสิ่งของ เช่น ไข่พันลูก ไปจนถึงการกระทำ เช่น ฉายหนัง เล่นละคร โขนให้เทวดาดู อาจจ้างมืออาชีพมารำหรือเล่นละคร ตั้งแต่รำแบบธรรมดาไปจนถึงวงปี่พาทย์บรรเลง ไทย มอญ โขน ลิเก ละครชาตรี รวมไปถึงการแสดงเอง เช่น รำแก้บน แก้ผ้ารำ เต้นโคโยตี วิ่งจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ ไปจนถึงขั้นแก้ผ้าวิ่ง แก้ผ้ารำ
ก็คือการติดสินบนเทวดาดี ๆ นี่เอง
ตำนานและเรื่องเล่ามากมายพูดถึงปาฏิหาริย์ที่อำนาจศักดิ์สิทธิ์เข้ามาแทรกแซงกิจการของมนุษย์เรียกว่า divine intervention แม้ในพื้นบ้านไทยก็มีพิธีแห่นางแมวเพื่อขอฝน เป็นต้น
คำถาม :
- เทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภทไหนที่ชอบอาหารหรือความบันเทิงที่มนุษย์ส่งมาให้ ‘กิน’ หรือ ‘ชม’ ทำไมจึงมีรูปลักษณ์และความคิดอ่านคล้ายมนุษย์อย่างยิ่ง เสพอาหารมนุษย์ ดูละครมนุษย์
แสดงว่าเทวดาเป็นสายพันธุ์มนุษย์? เป็นสปีชีส์ที่สูงกว่ามนุษย์?
- ถ้าเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคนที่บนบานได้จริง เทวดาใช้หลักอะไร แค่บนบานก็ได้แล้ว? ก็แสดงว่าเทวดารับสินบนได้?
- อำนาจศักดิ์สิทธิ์ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินว่าจะทำตามที่มนุษย์บนบาน?
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เข้ามาแทรกแซงกิจการของมนุษย์ (divine intervention) คืออะไร? สิ่งทรงภูมิปัญญานอกโลก? ผู้ปกครองดาราจักร? ผู้ปกครองจักรวาล? ผู้สร้างจักรวาล? ถ้าใช่ ทำไปทำไม? ทำไมต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนในโลกเล็ก ๆ ใบนี้? เราสำคัญอย่างไร? ทำไมช่วยแต่มนุษย์? ทำไมไม่ดูแลสัตว์อื่นด้วย? ทำไมเราฆ่าทำลายชีวิตอื่น ทำลายโลกแล้วยังดูแลเรา?
ถ้าหากอำนาจศักดิ์สิทธิ์รับรองการทำทานของเรา แล้วช่วย ก็แสดงว่ารับสินบนหรือสิ่งตอบแทนของเรา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภทไหนกันที่ทำเรื่องเช่นนี้?
สมมุติว่าอำนาจศักดิ์สิทธิ์กำหนดชะตามนุษย์อยู่แล้ว การบนบานช่วยเปลี่ยนชะตาหรือ หรือว่าการบนบานเทวดาเป็นส่วนหนึ่งของชะตาคนผู้นั้น ทำไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องทำงานซ้ำซ้อน รุ่มร่ามแบบนี้
คำถามสุดท้ายคือ เป็นไปได้ไหมว่ามนุษย์ประดิษฐ์ความเชื่อทั้งหมดนี้ขึ้นมาเอง?
การขอความช่วยเหลือจากอำนาจเบื้องบนไม่ว่าในรูปใด เพียงสะท้อนสภาพอ่อนแอของจิตมนุษย์ ความไม่มั่นคงทางจิตใจ และความโลภ
เหล่านี้คือ - จากคำพูดของท่านพุทธทาสภิกขุ - ไสยศาสตร์ของคนปัญญาอ่อน
ท่านพุทธทาสภิกขุแสดงธรรมล้ออายุ ปี 2525 หัวข้อ อยากจะร้องไห้ เพราะจะต้องรักษาไสยศาสตร์ไว้สำหรับคนปัญญาอ่อน ไว้ดังนี้
“สิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์นี่มันจำเป็นสำหรับคนปัญญาอ่อน ไสยศาสตร์เป็นศาสนาของคนปัญญาอ่อน คุณอย่าปัญญาอ่อนสิ อย่าเป็นผู้ปัญญาอ่อน ไสยศาสตร์จะหมดอำนาจหมดกำลัง ถ้าคุณยังเป็นปัญญาอ่อนอยู่ มันก็ยังต้องการไสยศาสตร์อย่างที่หลีกไม่ได้ช่วยไม่ได้...
มันเป็นต้นตอแห่งปัญหาของโลกทั้งโลกเลย มันเป็นปัจจัยที่หล่อเลี้ยงอวิชชาไว้มากเหลือเกิน ไสยศาสตร์เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงอวิชชาไว้ให้ยังคงมีกำลังรุนแรงอยู่ตลอดเวลา
ปัญหาทางไสยศาสตร์ โลกมันถูกครอบงำอยู่ด้วยปัญหาอย่างนี้ มันจึงลืมตาไม่ขึ้น แม้ว่าจะมีการศึกษา เจริญก้าวหน้าเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นบัณฑิตเป็นอะไรกันเต็มที่แล้ว ไอ้ความรู้สึกทางไสยศาสตร์มันก็ยังอยู่ ต่อให้ไปเรียนจากเมืองนอกมีปริญญาเป็นหางมาถึงเมืองไทย ก็ยังไม่ละทิ้งไอ้ไสยศาสตร์ได้ คือความกลัวโดยไม่มีเหตุผล ความอยากโดยไม่รู้จักประมาณ ความเชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งเราไม่รู้ได้ไม่เห็นหน้าได้ไม่รู้จักได้ เป็นสิ่งที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง แม้จะไปเรียนวิทยาศาสตร์จบปริญญาวิทยาศาสตร์มามันก็ไม่ละทิ้งความรู้สึกอันนี้ได้เพราะมันฝังอยู่ลึก
ปัญญาอ่อนในเรื่องนี้หมายถึงว่ามันอ่อนไปด้วยความรู้ ความถูกต้องของพระธรรม มันปัญญาอ่อนอย่างนี้ ไอ้เด็กปัญญาอ่อนที่เก็บไว้ตามโรงพยาบาลนั่นไม่เป็นไร นั่นมันเป็นธรรมชาติ มันเป็นความไม่สมประกอบของไอ้ระบบกาย แต่คนที่มีร่างกายดี กลับมีปัญญาอ่อนเพราะรู้ผิดนี่ คือสิ่งที่เป็นปัญหาที่ทำให้โลกนี้จมอยู่ในความมืดไม่ลืมตา เราเรียกกันว่าไสยศาสตร์ ปัญญาอ่อนเท่าไร มันก็ยิ่งต้องการไสยศาสตร์มากเท่านั้นแหละ"
การบนบานอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร มันเป็นเพียงการกระทำเพื่อแก้ไขความสิ้นหวัง เมื่อแก้ไขเองไม่ได้ ก็ใช้ทางลัด ขอจากเทวดาโดยตรง
มันช่วยเรื่องสุขภาพจิตมากกว่า
สาระของการบนก็ไม่ต่างจากการแก้กรรม การสะเดาะเคราะห์ การล้างความซวย ฯลฯ ทำเพื่อให้ตนเองปลอดภัย มองในแง่วิวัฒนาการ มันก็คือกลไกป้องกันตัวเอง (defense mechanism) อย่างหนึ่ง เหมือนลอยคอกลางทะเล เห็นอะไรก็คว้าเกาะ
การบนและการแก้บนอาจไม่จำเป็น และง่ายกว่า นั่นคือใช้ปัญญานำทาง ไม่อยากสอบตก ก็ตั้งใจเรียน อยากสอบเข้าสถาบันดี ๆ ได้ ก็ศึกษาหนัก
แน่นอนกว่า
วินทร์ เลียววาริณ
30-8-25บางท่อนจาก หลับถึงชาติหน้า
รวมบทความต้านโหราศาสตร์และไสยศาสตร์
28 บทความ ราคา 220 = บทความละ 7.8 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
220 บาทนี้จะทำให้คุณประหยัดค่างมงายไปตลอดชีวิต
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/168/หลับถึงชาติหน้า
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น คุ้มกว่า https://shope.ee/Vj8bA8a4u?share_channel_code=6
2- แชร์
- 57
-

ข่าวดี (ในระดับหนึ่ง) เมื่อวานนี้คือ อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด โดยมีข้อแม้ว่า โปรโมชั่นนี้มีเฉพาะช่วงที่มีการหยุดยิงที่เลบานอน
เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นั่นคือ หนึ่ง ทำให้สะหะรัดตั้งรับ เพราะตอนนี้สะหะรัดต่างหากที่ปิดช่องแคบ
สอง หากชาวโลกอยากให้น้ำมันไหลจากตะวันออกกลางเป็นปกติ ก็ต้องกดดันให้อิษราเอรเลิกกร่าง
คำถามคืออิษราเอรจะเลิกกร่างไหม คำตอบคือไม่มีทาง
จึงคาดได้ว่าหลังจากนั้นก็ยิงกันต่อ และน้ำมันก็หยุดไหล หรือไหลๆ หยุดๆ เหมือนต่อมลูกหมากโต
ตอนนี้ชาวโลกกลัวอิษราเอรจริงๆ คุณพี่หนีถันฯฆ่าคนทุกวัน และชอบประกาศด้วยว่าวันนี้ฆ่าใครไปบ้าง
เดี๋ยวก็ขับออกจากปายและพะงันหรอก!
ก่อนจะไปต่อ มีเรื่องที่ค้างอยู่ ยังไม่ได้เล่า
มีเกร็ดหนึ่งของสงครามอิหร่านที่ไม่ได้ปรากฏในสื่อตะวันตก เกี่ยวกับการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถานเมื่อหลายวันก่อน
ข้อมูลที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นคำให้การของหนึ่งในทีมเจรจาชาวอิหร่าน
ในการเจรจาครั้งนี้ เจดีย์แว้นเป็นตัวแทนของฝ่ายสะหะรัด แต่ไม่มีอำนาจเต็มเหมือนทีมอิหร่าน ทีมอเมริกันติดต่อกับวอชิงตันตลอดรายการ ส่วนทีมอิหร่านไม่ได้ติดต่อกลับเตหะราน เพราะได้รับอำนาจเต็ม
เจดีย์แว้นเป็นแค่เด็กส่งข่าว ต้องโทร.รายงานเจ้าคุณตั้มสิบกว่าครั้ง
ในที่สุดเมื่อการเจรจาทำท่าจะก้าวหน้า ทันใดนั้นก็มีโทรศัพท์มาถึง หลังจากแว้นรับสายแล้ว การเจรจาก็ล่ม
เพราะคนที่โทร.มาหาคือเจ้าคุณหนีถันฯ
ในการเจรจาครั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯเดินทางเข้าออกประเทศตามปกติ ไม่ต้องกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน
ต่างจากทีมนักเจรจาจากอิหร่าน ต้องระวังตัวสุดขีด โดยเฉพาะขากลับ
มีสมาชิกบางคนในทีมเจรจาอิหร่านเป็นเป้าหมายการฆ่าของมอส splash นอกจากนี้บางสื่อในสะหะรัดยังยุให้จัดการสังหารทีมนักเจรจาอิหร่านเสีย
นักเจรจาขึ้นเครื่องบินออกจากกรุงอิสลามาบัดโดยแยกเครื่องบินเป็นสองลำ ทุกคนรู้ว่าตอนบินกลับอาจจะปรากฏขีปนาวุธลึกลับมาเสย ของกำนัลจากคุณพี่หนีถันฯ พวกเขาจึงต้องทำใจว่าอาจกลับไม่ถึงบ้าน
เครื่องบินพานักเจรจาชาวอิหร่านขึ้นฟ้า โดยมีเครื่องบินรบของปากีสถานคุ้มกัน แต่มันก็ไม่ได้รับประกันว่าจะปลอดภัย
เครื่องบินมุ่งหน้าไปที่กรุงเตหะรานก็จริง แต่ร่อนลงจอดฉุกเฉินที่เมือง Mashhad ใกล้ชายแดนอัฟกานิสถานและเติร์กเมนิสถาน ทีมนักเจรจาเดินทางทางรถไฟต่อไปถึงกรุงเตหะราน ระยะทาง 700 กว่ากิโลเมตร
ดูเหมือนชาวอิหร่านทุกคนใช้ชีวิตเสมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย เพราะอาจได้รับของกำนัลจากอิษราเอรได้ทุกเมื่อ ทุกที่
เช่นเดียวกับกาซา เลบานอน ฯลฯ นี่ก็คือราคาของการอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับอิษราเอร
เมื่อวานนี้ ตัวแทนจากปากีสถานเดินทางไปถึงเตหะรานแล้ว เพื่อเตรียมจัดการเจรจารอบสอง แต่ฝ่ายอิหร่านบอกว่า คงไม่ไปจัดที่กรุงอิสลามาบัดอีก เพราะมีความเสี่ยงสูง
เครียดว่ะ!
คราวนี้คงไปจัดที่จีนหรือรัสเซีย อุ่นใจกว่า
เพราะขืนเจ้าคุณหนีถันฯไปยุ่มย่ามที่นั่น "คราวนี้มึงโดนแน่"
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
18-4-261 วันที่ผ่านมา -

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ วันนี้มี 3 คำถาม
1 "อเมริกากับอิสราเอลกำลังพยายามแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน โดยใช้ฤดูหนาวนิวเคลียร์หรือเปล่า?"
2 "AI จะเป็นผู้แต่งหนังสือทุกหมวดหมู่แทนมนุษย์ได้เมื่อไร?"
3 "คุณวินทร์เป็นโรคไส้แห้งจริงหรือคะ?”
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/69e1e636361091ecb1da2ba1
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
1 วันที่ผ่านมา -

ทหารไม่ว่าจะฆ่าคนมาเท่าไรก็เข้าโบสถ์ กระทรวงกลาโหมต่อให้เปลี่ยนชื่อเป็น Department of War ก็ยังเชื่อมกับศาสนา
วันพุธที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงสงครามสะหะรัด ปี๊ด แหกเสร็จ เข้าร่วมพิธีศาสนาที่เพนตากอน
ในปาฐกถาท่อนหนึ่ง เขายกคำในคัมภีร์ไบเบิลมาโยงเข้ากับความชอบธรรมของการก่อสงครามอิหร่าน
คือบท Ezekiel 25:17
"The path of the righteous man is beset on all sides by the inequities of the selfish and the tyranny of evil men". ฯลฯ
คนที่ฟังหากไม่ใช่คอหนัง ก็คงไม่รู้ว่ามันไม่ใช่ไบเบิล
มันเป็นบทจากหนังโหด Pulp Fiction ของ เควนติน ทาแรนติโน เป็นคัมภีร์ปลอมแต่งใหม่โดยทาแรนติโน
ในท่อนนี้ของเรื่อง ตัวละคร 'จูลส์' (Samuel L. Jackson) เทศน์ยาวเหยียดเรื่องคัมภีร์ แล้วยิงเหยื่อตายอย่างเลือดเย็น
คำถามคือ รัฐมนตรีกระทรวงสงครามรู้หรือไม่ว่ามันไม่ใช่ไบเบิล
ถ้าไม่รู้ ก็แสดงว่าดูหนังน้อยไป อ่านน้อยไป
ถ้ารู้ก็แสดงว่าเป็นคนซาดิสต์ที่ไม่รู้กาลเทศะ
การที่คนระดับนี้ยกคำจากหนังมาพูดไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่บริบทนี้ถือว่าใหม่
ในปี 1983 หนังเรื่อง Sudden Impact กำลังดัง ในฉากหนึ่ง Harry Callahan (แสดงโดย คลินต์ อิสต์วูด) เจอคนร้ายผู้ไม่แน่ใจว่าปืนของคัลลาแฮนยังมีลูกเหลืออยู่หรือไม่ คัลลาแฮนจึงท้าคนร้ายที่ถือปืนให้ลั่นไกเลย เอ่ยว่า "Go ahead, make my day."
ปีนั้นประธานาธิบดีเรแกนพูดกับสื่อในเรื่องการเมือง แล้วตบด้วยประโยค "Go ahead, make my day." เรียกเสียงฮาไปทั่วประเทศ
แต่ในบริบทนี้อาจไม่ค่อยเข้าท่านัก เพราะการฆ่าคนในสงครามอิหร่านไม่ใช่เรื่องที่นำมาล้อเล่น เด็กหญิง 168 คนที่ตายในวันแรกของสงคราม ก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนุก หรือน่าเชิดชู เพราะมันไม่ใช่เกียรติยศ มันคือฆาตกรรม
นอกจากเจ้าคุณหนีถันฯที่อ้างไบเบิลขยายดินแดนแล้ว ช่วงนี้ทั้งเจ้าสำนักอินทรีและ รมต. ต่างก็ใช้ศาสนามารองรับสงคราม ภาพของเจ้าสำนักในชุดแดงรักษาคนป่วย ตีความเป็นอย่างอื่นมิได้ ถ้าไม่ใช่หมายถึงพระเยซู
จุดนี้สร้างความไม่สบายใจต่อชาวคริสต์ทั่วโลก
คนในฝั่งศาสนาบางคนเหลืออด ออกมาบอกว่า "สิ่งที่แหกเสร็จทำกับศาสนาคริสต์ ก็เหมือนสิ่งที่อัลไคดาทำกับศาสนาอิสลาม"
มีเรื่องหนึ่งที่สอนกันยาก หรือสำหรับคนบางคนสอนไม่ได้เลย คือกาลเทศะ
วินทร์ เลียววาริณ
17 เมษายน 25692 วันที่ผ่านมา -

ไอน์สไตน์ได้รับเข็มทิศจากพ่อ และไวโอลินจากแม่
สองสิ่งนี้เปิดโลกของเขา
ไอน์สไตน์ล้มป่วยเมื่ออายุสี่ขวบ พ่อให้เข็มทิศอันหนึ่งแก่เขา เด็กน้อยหมกมุ่นกับเข็มทิศนั้นด้วยความพิศวง เพราะไม่ว่าหมุนไปทางไหน เข็มก็ชี้ไปในทางเดียวกันเสมอราวกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างกำหนดทิศทางของมัน เขารู้สึกแปลกใจมาก เข็มทิศทำให้เขาคิดว่ามีบางสิ่งซ่อนเร้นลึกอยู่เบื้องหลัง เขาเริ่มสัมผัสธรรมชาติในมุมมองของวิทยาศาสตร์
เข็มทิศอันนั้นมิเพียงชี้ทิศบนโลกใบนี้ หากยังชี้ทางใหม่ให้ชีวิตของเขา ทางสายวิทยาศาสตร์
แต่วิทยาศาสตร์โดยตัวมันเองเป็นเพียงกระบวนการ ไม่ใช่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ จุดหักเหอาจจะเกิดจากการที่แม่ของไอน์สไตน์แนะนำให้เขารู้จักดนตรี
เข็มทิศชี้ทางไปสู่การค้นหาความจริง เสียงไวโอลินเชื้อเชิญให้เขาเปิดหัวใจ
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตลอดชีวิต ไอน์สไตน์พกพาไวโอลินไปตามที่ต่าง ๆ และเป็นนักเล่นไวโอลินที่มีฝีมือ
การศึกษาหาความลับของจักรวาลผ่านทฤษฎีทั้งหลายของเขา ทำให้เขาซาบซึ้งถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความกระจ้อยร่อยกระจิริดของมนุษย์ จักรวาลวิทยาทำให้พบเห็นว่ามนุษย์เรานั้นเป็นเพียงการประกอบรวมกันของธาตุ เราเป็นเพียงธุลีหนึ่งในจักรวาล
ไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติจากเรื่องอะตอม แรงลึกลับทั้งหลาย ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ
ยิ่งแก่ตัวลงเขาก็ยิ่งปล่อยวางมากขึ้น ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ต่างจากนักบวช คือไม่ได้สนใจในชื่อเสียงเงินตรา
ไอน์สไตน์เขียนในปี พ.ศ. 2477 ว่า “คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ถูกกำหนดเบื้องแรกจากมาตรการและสำนึกในการปลดปล่อยตัวเอง การปลดปล่อยนี้ไม่ใช่เฉพาะอิสรภาพจากความหลงตัวเอง แต่จากเปลือกความเชื่อของศาสนาที่ห้ามโต้แย้ง”
มนุษย์เราทุกคนต้องการทั้งความรู้และความรัก ต้องการทั้งเข็มทิศกับไวโอลิน
ความรู้คือประตูเปิดโลก
ความรักคือหน้าต่างเปิดหัวใจ
วินทร์ เลียววาริณ
17-4-26........................
จาก ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์
สารคดีเกี่ยวกับวิถีชีวิตของไอน์สไตน์ มุมมองต่อโลกและชีวิต + ปรัชญาต่างๆ บางบทความอาจเปลี่ยนชีวิตคุณ
https://www.winbookclub.com/store/detail/240/ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์โปรโมชั่นพิเศษไอน์สไตน์ + เล่มอื่น
https://shope.ee/6KgvYw47A4?share_channel_code=63 วันที่ผ่านมา -

ไอน์สไตน์ได้รับเข็มทิศจากพ่อ และไวโอลินจากแม่
สองสิ่งนี้เปิดโลกของเขา
ไอน์สไตน์ล้มป่วยเมื่ออายุสี่ขวบ พ่อให้เข็มทิศอันหนึ่งแก่เขา เด็กน้อยหมกมุ่นกับเข็มทิศนั้นด้วยความพิศวง เพราะไม่ว่าหมุนไปทางไหน เข็มก็ชี้ไปในทางเดียวกันเสมอราวกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างกำหนดทิศทางของมัน เขารู้สึกแปลกใจมาก เข็มทิศทำให้เขาคิดว่ามีบางสิ่งซ่อนเร้นลึกอยู่เบื้องหลัง เขาเริ่มสัมผัสธรรมชาติในมุมมองของวิทยาศาสตร์
เข็มทิศอันนั้นมิเพียงชี้ทิศบนโลกใบนี้ หากยังชี้ทางใหม่ให้ชีวิตของเขา ทางสายวิทยาศาสตร์
แต่วิทยาศาสตร์โดยตัวมันเองเป็นเพียงกระบวนการ ไม่ใช่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ จุดหักเหอาจจะเกิดจากการที่แม่ของไอน์สไตน์แนะนำให้เขารู้จักดนตรี
เข็มทิศชี้ทางไปสู่การค้นหาความจริง เสียงไวโอลินเชื้อเชิญให้เขาเปิดหัวใจ
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตลอดชีวิต ไอน์สไตน์พกพาไวโอลินไปตามที่ต่าง ๆ และเป็นนักเล่นไวโอลินที่มีฝีมือ
การศึกษาหาความลับของจักรวาลผ่านทฤษฎีทั้งหลายของเขา ทำให้เขาซาบซึ้งถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความกระจ้อยร่อยกระจิริดของมนุษย์ จักรวาลวิทยาทำให้พบเห็นว่ามนุษย์เรานั้นเป็นเพียงการประกอบรวมกันของธาตุ เราเป็นเพียงธุลีหนึ่งในจักรวาล
ไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติจากเรื่องอะตอม แรงลึกลับทั้งหลาย ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ
ยิ่งแก่ตัวลงเขาก็ยิ่งปล่อยวางมากขึ้น ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ต่างจากนักบวช คือไม่ได้สนใจในชื่อเสียงเงินตรา
ไอน์สไตน์เขียนในปี พ.ศ. 2477 ว่า “คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ถูกกำหนดเบื้องแรกจากมาตรการและสำนึกในการปลดปล่อยตัวเอง การปลดปล่อยนี้ไม่ใช่เฉพาะอิสรภาพจากความหลงตัวเอง แต่จากเปลือกความเชื่อของศาสนาที่ห้ามโต้แย้ง”
มนุษย์เราทุกคนต้องการทั้งความรู้และความรัก ต้องการทั้งเข็มทิศกับไวโอลิน
ความรู้คือประตูเปิดโลก
ความรักคือหน้าต่างเปิดหัวใจ
วินทร์ เลียววาริณ
17-4-26........................
จาก ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์
สารคดีเกี่ยวกับวิถีชีวิตของไอน์สไตน์ มุมมองต่อโลกและชีวิต + ปรัชญาต่างๆ บางบทความอาจเปลี่ยนชีวิตคุณ
https://www.winbookclub.com/store/detail/240/ปฏิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์โปรโมชั่นพิเศษไอน์สไตน์ + เล่มอื่น
https://shope.ee/6KgvYw47A4?share_channel_code=63 วันที่ผ่านมา
