-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ช่วงนี้มีข่าวแปลกๆ เรื่องแก้บน
มันก็คงไม่แปลกหรอก หากแก้บนแปลว่าแก้ท่อนบนด้วย
เรื่องรำแก้บนน่ะได้ยินมาตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ส่วนรำ 'แก้' บน ก็มาเรื่อยๆ คงคิดว่าเทวดาอยากดูของพวกนี้
ไม่นานมานี้ก็มีข่าวหนุ่มวัย 22 ปี วิ่งเปลือยกายไปตามถนนเพชรเกษม อ้างทำไปเพื่อแก้บน
คงกลายเป็น new normal ไปอีกเรื่อง
การบนคือการทำสัญญาธุรกิจกับเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย การแก้บนคือการจ่ายค่าบริการ
สัญญาธุรกิจฉบับนี้บอกว่า ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานสิ่งที่ตนต้องการ แลกกับการตอบแทนด้วยข้าวของ เครื่องเซ่น ไปจนถึงการแสดง
บริการที่มนุษย์ต้องการจากเทวดาก็เช่น ขอให้สอบติด ขอให้จับได้ใบดำในการเกณฑ์ทหาร ฯลฯ
ธุรกรรมนี้มนุษย์บังคับให้เทวดาเล่นด้วย พูดเองเออเอง เราเป็นผู้กำหนดกติกาเองว่าจะให้อะไรตอบแทนแก่เทวดา
สิ่งตอบแทนมีทั้งสิ่งของ เช่น ไข่พันลูก ไปจนถึงการกระทำ เช่น ฉายหนัง เล่นละคร โขนให้เทวดาดู อาจจ้างมืออาชีพมารำหรือเล่นละคร ตั้งแต่รำแบบธรรมดาไปจนถึงวงปี่พาทย์บรรเลง ไทย มอญ โขน ลิเก ละครชาตรี รวมไปถึงการแสดงเอง เช่น รำแก้บน แก้ผ้ารำ เต้นโคโยตี วิ่งจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ ไปจนถึงขั้นแก้ผ้าวิ่ง แก้ผ้ารำ
ก็คือการติดสินบนเทวดาดี ๆ นี่เอง
ตำนานและเรื่องเล่ามากมายพูดถึงปาฏิหาริย์ที่อำนาจศักดิ์สิทธิ์เข้ามาแทรกแซงกิจการของมนุษย์เรียกว่า divine intervention แม้ในพื้นบ้านไทยก็มีพิธีแห่นางแมวเพื่อขอฝน เป็นต้น
คำถาม :
- เทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภทไหนที่ชอบอาหารหรือความบันเทิงที่มนุษย์ส่งมาให้ ‘กิน’ หรือ ‘ชม’ ทำไมจึงมีรูปลักษณ์และความคิดอ่านคล้ายมนุษย์อย่างยิ่ง เสพอาหารมนุษย์ ดูละครมนุษย์
แสดงว่าเทวดาเป็นสายพันธุ์มนุษย์? เป็นสปีชีส์ที่สูงกว่ามนุษย์?
- ถ้าเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคนที่บนบานได้จริง เทวดาใช้หลักอะไร แค่บนบานก็ได้แล้ว? ก็แสดงว่าเทวดารับสินบนได้?
- อำนาจศักดิ์สิทธิ์ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินว่าจะทำตามที่มนุษย์บนบาน?
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เข้ามาแทรกแซงกิจการของมนุษย์ (divine intervention) คืออะไร? สิ่งทรงภูมิปัญญานอกโลก? ผู้ปกครองดาราจักร? ผู้ปกครองจักรวาล? ผู้สร้างจักรวาล? ถ้าใช่ ทำไปทำไม? ทำไมต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนในโลกเล็ก ๆ ใบนี้? เราสำคัญอย่างไร? ทำไมช่วยแต่มนุษย์? ทำไมไม่ดูแลสัตว์อื่นด้วย? ทำไมเราฆ่าทำลายชีวิตอื่น ทำลายโลกแล้วยังดูแลเรา?
ถ้าหากอำนาจศักดิ์สิทธิ์รับรองการทำทานของเรา แล้วช่วย ก็แสดงว่ารับสินบนหรือสิ่งตอบแทนของเรา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภทไหนกันที่ทำเรื่องเช่นนี้?
สมมุติว่าอำนาจศักดิ์สิทธิ์กำหนดชะตามนุษย์อยู่แล้ว การบนบานช่วยเปลี่ยนชะตาหรือ หรือว่าการบนบานเทวดาเป็นส่วนหนึ่งของชะตาคนผู้นั้น ทำไมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องทำงานซ้ำซ้อน รุ่มร่ามแบบนี้
คำถามสุดท้ายคือ เป็นไปได้ไหมว่ามนุษย์ประดิษฐ์ความเชื่อทั้งหมดนี้ขึ้นมาเอง?
การขอความช่วยเหลือจากอำนาจเบื้องบนไม่ว่าในรูปใด เพียงสะท้อนสภาพอ่อนแอของจิตมนุษย์ ความไม่มั่นคงทางจิตใจ และความโลภ
เหล่านี้คือ - จากคำพูดของท่านพุทธทาสภิกขุ - ไสยศาสตร์ของคนปัญญาอ่อน
ท่านพุทธทาสภิกขุแสดงธรรมล้ออายุ ปี 2525 หัวข้อ อยากจะร้องไห้ เพราะจะต้องรักษาไสยศาสตร์ไว้สำหรับคนปัญญาอ่อน ไว้ดังนี้
“สิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์นี่มันจำเป็นสำหรับคนปัญญาอ่อน ไสยศาสตร์เป็นศาสนาของคนปัญญาอ่อน คุณอย่าปัญญาอ่อนสิ อย่าเป็นผู้ปัญญาอ่อน ไสยศาสตร์จะหมดอำนาจหมดกำลัง ถ้าคุณยังเป็นปัญญาอ่อนอยู่ มันก็ยังต้องการไสยศาสตร์อย่างที่หลีกไม่ได้ช่วยไม่ได้...
มันเป็นต้นตอแห่งปัญหาของโลกทั้งโลกเลย มันเป็นปัจจัยที่หล่อเลี้ยงอวิชชาไว้มากเหลือเกิน ไสยศาสตร์เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงอวิชชาไว้ให้ยังคงมีกำลังรุนแรงอยู่ตลอดเวลา
ปัญหาทางไสยศาสตร์ โลกมันถูกครอบงำอยู่ด้วยปัญหาอย่างนี้ มันจึงลืมตาไม่ขึ้น แม้ว่าจะมีการศึกษา เจริญก้าวหน้าเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นบัณฑิตเป็นอะไรกันเต็มที่แล้ว ไอ้ความรู้สึกทางไสยศาสตร์มันก็ยังอยู่ ต่อให้ไปเรียนจากเมืองนอกมีปริญญาเป็นหางมาถึงเมืองไทย ก็ยังไม่ละทิ้งไอ้ไสยศาสตร์ได้ คือความกลัวโดยไม่มีเหตุผล ความอยากโดยไม่รู้จักประมาณ ความเชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งเราไม่รู้ได้ไม่เห็นหน้าได้ไม่รู้จักได้ เป็นสิ่งที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง แม้จะไปเรียนวิทยาศาสตร์จบปริญญาวิทยาศาสตร์มามันก็ไม่ละทิ้งความรู้สึกอันนี้ได้เพราะมันฝังอยู่ลึก
ปัญญาอ่อนในเรื่องนี้หมายถึงว่ามันอ่อนไปด้วยความรู้ ความถูกต้องของพระธรรม มันปัญญาอ่อนอย่างนี้ ไอ้เด็กปัญญาอ่อนที่เก็บไว้ตามโรงพยาบาลนั่นไม่เป็นไร นั่นมันเป็นธรรมชาติ มันเป็นความไม่สมประกอบของไอ้ระบบกาย แต่คนที่มีร่างกายดี กลับมีปัญญาอ่อนเพราะรู้ผิดนี่ คือสิ่งที่เป็นปัญหาที่ทำให้โลกนี้จมอยู่ในความมืดไม่ลืมตา เราเรียกกันว่าไสยศาสตร์ ปัญญาอ่อนเท่าไร มันก็ยิ่งต้องการไสยศาสตร์มากเท่านั้นแหละ"
การบนบานอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร มันเป็นเพียงการกระทำเพื่อแก้ไขความสิ้นหวัง เมื่อแก้ไขเองไม่ได้ ก็ใช้ทางลัด ขอจากเทวดาโดยตรง
มันช่วยเรื่องสุขภาพจิตมากกว่า
สาระของการบนก็ไม่ต่างจากการแก้กรรม การสะเดาะเคราะห์ การล้างความซวย ฯลฯ ทำเพื่อให้ตนเองปลอดภัย มองในแง่วิวัฒนาการ มันก็คือกลไกป้องกันตัวเอง (defense mechanism) อย่างหนึ่ง เหมือนลอยคอกลางทะเล เห็นอะไรก็คว้าเกาะ
การบนและการแก้บนอาจไม่จำเป็น และง่ายกว่า นั่นคือใช้ปัญญานำทาง ไม่อยากสอบตก ก็ตั้งใจเรียน อยากสอบเข้าสถาบันดี ๆ ได้ ก็ศึกษาหนัก
แน่นอนกว่า
วินทร์ เลียววาริณ
30-8-25บางท่อนจาก หลับถึงชาติหน้า
รวมบทความต้านโหราศาสตร์และไสยศาสตร์
28 บทความ ราคา 220 = บทความละ 7.8 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
220 บาทนี้จะทำให้คุณประหยัดค่างมงายไปตลอดชีวิต
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/168/หลับถึงชาติหน้า
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น คุ้มกว่า https://shope.ee/Vj8bA8a4u?share_channel_code=6
2- แชร์
- 29
-
"Got a problem? Odds against you? Call the Equalizer 212-555-4200"
212 คือรหัสนิวยอร์ก Equalizer คือบุคคลลึกลับที่ให้บริการศาลเตี้ย
นี่เป็นประกาศลงในหนังสือพิมพ์ยุค 1980 เป็นโฆษณาฆ่าคน ใครมีปัญหา โทร.หา Equalizer ที่เบอร์นี้
The Equalizer คือคนที่จัดการแก้ปัญหาให้ ทำให้สังคมสมดุลหรือเท่าเทียม นามของเขาคือ รอเบิร์ต แม็คคอล เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่เกษียณแล้ว ใช้ทักษะการต่อสู้ การจัดการ การสืบสวนที่มี ช่วยเหลือคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยลงประกาศบนหน้าหนังสือพิมพ์ตรงๆ เลย
นั่นคือทศวรรษ 1980
ก่อนที่หลายคนเคยดูบทบาทของ เดนเซล วอชิงตัน ในหนัง The Equalizer (2014) มันเคยเป็นหนังโทรทัศน์มาก่อนในปี 1985-1989
รอเบิร์ต แม็คคอล ในหนังทีวีเป็นนักแสดงชาวอังกฤษ Edward Woodward
Equalizer ก็แก้ปัญหาต่างๆ ให้ ตั้งแต่ยาเสพติด ตำรวจชั่ว นักการเมืองเลว ฆาตกร นักเรียกค่าไถ่ คุณพี่ Equalizer ฟาดเรียบ
หนังแนวศาลเตี้ยแบบนี้สะใจคนดูยิ่งนัก
คำโปรยหน้านิตยสาร TV Guide เขียนว่า "If all men were created equal, nobody would need the Equalizer."
จุดหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ Equalizer ฉบับทีวีคือเขาขับรถยนต์ Jaguar XJ ผมก็ชอบคันนี้เหมือนกัน ชอบดีไซน์เฉี่ยวแต่คลาสสิก แต่ไม่มีปัญญาครอบครอง เพราะมันซดน้ำมันหนัก
จากัวร์ก็เป็นรถที่ตัวละคร ปีเตอร์ มิลเลอร์ ใน The Odessa Files ของ Frederick Forsyth ใช้ ทนระเบิดด้วย
ผ่านไป 25 ปีหลังเวอร์ชั่นโทรทัศน์ ในปี 2014 The Equalizer กลายเป็นหนังโรง เดนเซล วอชิงตัน รับบท รอเบิร์ต แม็คคอล หนังมันสุดขีด จนได้สร้างสามภาค นี่ก็กำลังจะสร้างภาค 4-5 ขณะเดียวกันก็มี The Equalizer เวอร์ชั่นสตรี (Robyn McCall) แสดงโดย Queen Latifah
แต่ รอเบิร์ต แม็คคอล ฉบับ เดนเซล วอชิงตัน คนนี้ไม่ขับรถจากัวร์ พี่แกขึ้นรถเมล์ เป็น minimalist ใช้น้อย อยู่ง่าย ที่บ้านมีช้อนอันเดียว ถ้วยใบเดียว กะละมังใบเดียว
ฆ่าคนก็เป็นแบบ minimalist คือจับเวลาด้วย คล้ายๆ เจ็กเตี่ยมอั้งของโก้วเล้ง ไม่ชอบเปลืองพลังงานตอนฆ่าคน ใช้แคลอรีน้อยที่สุด
สำหรับคนชั่วๆ ในบ้านเรา ไม่ต้องถึงมือนักฆ่าโฮมโปร เพราะบ้านเราก็มีมือปราบศาลเตี้ย ฉายา The Fertilizer คือฆ่าคนชั่วไปทำปุ๋ย เช่น 'ชำนาญ' ใน สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง (2537) และ 'ตุล' ใน ฝนตกขึ้นฟ้า (2550) ออกวาดลวดลาย ฆ่าคนชั่วรกแผ่นดินมานานแล้ว
ตอนที่เจ้านายชวนตุลไปทำงานเป็น The Fertilizer เขาถามเจ้านาย "คุณจะให้ผมเป็นมือปืน?"
เจ้านายยิ้ม ตอบว่า "ไม่ใช่มือปืน เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยล่าสังหาร"
วินทร์ เลียววาริณ
31 สิงหาคม 2568ป.ล. ฝนตกขึ้นฟ้า สร้างเป็นภาพยนตร์ Headshot โดย เป็นเอก รัตนเรือง (2554) และถูกซื้อไปสร้างเป็นหนังอินเดีย
และถือโอกาสขายยาเสียเลย ฝนตกขึ้นฟ้า ฉบับหนังสือ ซื้อได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/51/ฝนตกขึ้นฟ้า
0 วันที่ผ่านมา -
ประวัติของท่านฮุ่ยเข่อนั้นไม่ปรากฏชัดเจน ตำราโบราณหลายเล่ม เช่น ชุดเกาเซิงฉวน (高僧傳) (ค.ศ. 519) และ Further Biographies of Eminent Monks / 續高僧傳) (ค.ศ. 645) เขียนว่าท่านเกิดที่เมืองอู่เหลา มณฑลเหอหนาน พ่อแม่เป็นคนที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา คืนหนึ่งบังเกิดแสงสว่างประหลาดในบริเวณบ้าน ไม่นานแม่ของเขาตั้งครรภ์ เมื่อเขาเกิด พ่อแม่จึงตั้งชื่อเขาว่า กวง แปลว่าแสงสว่าง
เมื่อโตขึ้นเสินกวงสนใจบทกวี ชอบท่องไปตามภูเขาและแม่น้ำและต่อมาก็บวชที่วัดหยงมู่ เมืองลั่วหยาง (ลกเอี๋ยง) ศึกษากับพระชื่อเป่าจิ้ง
เขาเดินทางลงใต้ และไปพบพระโพธิธรรมในราวปี 528 เมื่อเขาอายุราวสี่สิบปี ศึกษากับพระโพธิธรรมที่วัดเส้าหลินหกปี (บางตำราว่าเก้าปี)
ครั้งหนึ่งพระโพธิธรรมกับฮุ่ยเข่อไต่ขึ้นเขา พระโพธิธรรมเอ่ยถาม "เราจะไปที่ใดกัน?"
ฮุ่ยเข่อตอบว่า "ตรงไปยังเบื้องหน้า"
"ถ้าเจ้าตรงแน่วไปเบื้องหน้า เจ้าไม่ต้องเขยื้อนสักก้าวเดียว"
ด้วยคำกล่าวนี้ ฮุ่ยเข่อก็บรรลุธรรม
การไปเบื้องหน้าโดยไม่ก้าวเดินเป็นคำพูดที่ขัดแย้งในตัวมันเอง ทว่าการขัดแย้งแบบนี้ก็คือการทำลายความยึดติดของทวินิยม เมื่อพบว่าทวินิยมเป็นเพียงมายา ก็เข้าใจเซน
หลักการบรรลุธรรมแห่งเซนของพระโพธิธรรมคือ 'การบรรลุจากภายใน' และ 'อิสระจากคำพูดและความคิด' ต่อมาก็เป็นแนวทางสอนของฮุ่ยเข่อ
การบรรลุธรรมหรือการเข้าสู่สภาวะซาโตริสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เฉกเช่นจุดไต้ใต้ลม อาจจุดทั้งปีทั้งชาติก็ไม่ติดไฟ ทว่าหากจุดถูกจังหวะ ณ ตำแหน่งที่เหมาะสม ก็ติดไฟได้โดยพลัน
ตำนานเล่าว่าในบั้นปลายชีวิต ปรมาจารย์ตั๊กม้อหรือพระโพธิธรรมคิดหวนคืนสู่แผ่นดินอินเดีย เรียกศิษย์ทั้งหลายมาชุมนุมกัน นัยว่าเพื่อทดสอบว่าศิษย์คนใดสมควรรับตำแหน่งพระสังฆปริณายกต่อจากท่าน
พระโพธิธรรมบอกศิษย์ทั้งหลายว่า "พวกเจ้าแต่ละคนจงสรุปแสดงสิ่งที่พวกเจ้ารู้เถิด"
ศิษย์นามเต้าฝูก้าวออกมาเบื้องหน้า กล่าวว่า "วิถีทางที่แท้ (เต๋า) มิถูกครอบงำด้วยคำพูดและวลี แต่มิได้แยกออกจากคำพูดและวลี"
พระโพธิธรรมเอ่ยว่า "เจ้าได้ 'หนัง' ของอาตมา"
แม่ชีนามซ่งฉีก้าวออกมากล่าวว่า "เป็นเช่นการมองพระอักโษภยาพุทธเจ้าอันอลังการ เห็นเพียงคราเดียว ก็มิจำเป็นต้องเห็นอีก"
"เจ้าได้ 'เนื้อ' ของอาตมา"
ศิษย์นามเต้าหยูเอ่ยว่า "ธาตุทั้งสี่ล้วนว่างเปล่า ขันธ์ห้าไร้ตัวตนที่แท้จริง มิสามารถจับต้องธรรมอันใดได้"
ปรมาจารย์โพธิธรรมผงกศีรษะ แย้มยิ้ม "เจ้าได้ 'กระดูก' ของอาตมา"
ฮุ่ยเข่อ ศิษย์คนสุดท้าย ก้าวไปหยุดเบื้องหน้าอาจารย์ ก้มตัวโค้งคำนับอาจารย์เงียบ ๆ เม้มปาก ยืนตรงอย่างสำรวม
พระโพธิธรรมยิ้มน้อย ๆ กล่าวว่า "เจ้าได้ 'ไขกระดูก' ของอาตมา"
ธรรมที่แท้ย่อมมิอาจถ่ายทอดเนื้อความผ่านคำพูดหรือตัวอักษร!
พุทธทาสภิกขุอธิบายความนัยเรื่องนี้ในหนังสือ นิทานเซ็น ว่า ผู้รู้จริงย่อมรู้ซึ้งถึงขนาดที่อยู่เหนือวิสัยของการบรรยายด้วยคำพูด เพราะ "ตัวธรรมะจริง ๆ นั้นมันพูดไม่ได้"
พระโพธิธรรมมอบบาตร จีวร สังฆาฏิของพระพุทธองค์ที่สืบต่อกันมาให้ฮุ่ยเข่อเป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่สองแห่งจีน เรียกขานนามว่า ต้าจู่ฮุ่ยเข่อ ต้าจู่ แปลว่า อาจารย์ใหญ่
ตำนานว่าพระโพธิธรรมยังมอบคัมภีร์ลังกาวตารสูตร* เล่มหนึ่งให้ท่านด้วย
ต้าจู่ฮุ่ยเข่อเดินทางต่อไปยังเย่ตู อาณาจักรเว่ย อาศัยอยู่ที่นั่นนานหลายสิบปี เผยแผ่ธรรม มีผู้เลื่อมใสและมีลูกศิษย์ติดตามมากมาย จนตกเป็นเป้าทำลายล้างจากเจ้าลัทธิอื่น ๆ บ่อยครั้งท่านต้องไปหลบบนภูเขา ต่อมาเมื่อบ้านเมืองสงบ ท่านก็ลงจากเขา กลับไปที่เย่ตู
ครั้งหนึ่งฝ่ายตรงข้ามว่าจ้างมือสังหารไปฆ่าต้าจู่ฮุ่ยเข่อ เมื่อเผชิญหน้ากัน อาจารย์ฮุ่ยเข่อก็เทศนาธรรมจนมือสังหารกลับใจ
ต้าจู่ฮุ่ยเข่อจารึกว่า : ยามมองอย่างผิดเพี้ยน เราเห็นไข่มุกเป็นเศษแตกไร้ค่า เมื่อตื่นรู้โดยพลัน เราเห็นมันเป็นไข่มุก ความไม่รู้กับปัญญานั้นคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง ไม่ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม พระสังฆปริณายกองค์ที่สองแห่งจีนก็หนีไม่พ้นวังวนแห่งความไม่รู้ของโลกภายนอก ตำนานเล่าว่า เมื่ออายุหนึ่งร้อยเจ็ดปี ท่านถูกสั่งประหารชีวิตจากการใส่ร้ายของเจ้าลัทธิอื่น ๆ
สำหรับชาวเซนที่น้ำใน 'ถัง' เต็ม ความตายมิใช่เรื่องสำคัญ วิธีตายก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เพราะเมื่อตื่นรู้แล้ว สภาวะภายนอกกายเป็นเพียงความว่างเปล่าของมายา ชีวิตก็เป็นเช่นสายลมพัดใบไม้ที่ร่วงบนพื้นให้ขยับไหว วูบเดียวแล้วก็ปลาสนาการไป
วินทร์ เลียววาริณ
31-8-25
.............................จาก มังกรเซน และ Mini Zen (เซนฉบับการ์ตูน)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
มังกรเซน Shopee คลิก https://shope.ee/2VUCymbmSh?share_channel_code=60 วันที่ผ่านมา -
โลกเราเต็มไปด้วยความเชื่อมากมาย แต่ละความเชื่อมักอ้างอิงวิทยาศาสตร์ ฟังดูดี แต่มันเป็นวิทยาศาสตร์เทียม เช่น การดูดวงที่อ้างดาราศาสตร์
คาร์ล เซเกน มองโลกที่หลักการและหลักฐานเสมอ ไม่ให้ราคาความเชื่อ ไม่ว่าความเชื่อนั้นฟังดูดีแค่ไหน
จะเสนอไอเดียหลุดโลกอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงรองรับด้วยหลักฐานหรือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้
เซเกนต่อต้านวิทยาศาสตร์เทียม คำกล่าวอ้างที่เกินจริง ไร้ความจริง
เซเกนบอกว่า คนที่ตั้งทฤษฎีและความคิดบางอย่างที่มีกลิ่นของวิทยาศาสตร์เทียม ควรมีหน้าที่รองรับมันด้วยหลักฐาน ยิ่งเป็นทฤษฎีแหวกแนว ยิ่งต้องรองรับด้วยหลักฐานที่หนักแน่นขึ้น เรียกว่า ‘Extraordinary claims require extraordinary evidence’
ประโยคนี้บางครั้งนิยมใช้ย่อว่า ECREE บางทีก็เรียกว่า Sagan Standard (มาตรฐานเซเกน)
บทความใหม่วันเสาร์ คลิกลิงก์อ่านได้เลย https://www.blockdit.com/posts/67fbe3ee562777bb7c6cfbcb
1 วันที่ผ่านมา -
"ท่านรัฐมนตรีรักชาติคะ ท่านมีความเห็นอย่างไรกับคำตัดสินของศาลคะ?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"
"แล้วท่านรู้สึกยังไงที่ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"
"แล้วท่านจะไปตั้งรัฐบาลใหม่กับเขาไหม?"
"ผมมีความรู้ความสามารถ ก็ต้องช่วยพี่น้องประชาชน จะนิ่งดูดายได้อย่างไรเล่า"
"เอ๊ะ! อย่างนี้จะสง่างามหรือคะ?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"
"แปลว่าไม่ว่าใครตั้งรัฐบาล ท่านก็จะเป็นรัฐมนตรี?"
"ผมมีความรู้ความสามารถ ก็ต้องช่วยพี่น้องประชาชน จะนิ่งดูดายได้อย่างไรเล่า"
"แต่มันเหมาะสมหรือคะ?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"
"สรุปคือใครมาใครไป ท่านอยู่ตลอด?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"
"ขอโทษนะคะท่าน ดูเหมือนท่านใช้คำว่า 'ตถตา' ผิดบริบท น่าจะใช้ 'ตัวกูของกู' หรือเปล่าคะ?"
"ที่ผิดน่าจะเป็นพระบางวัดมากกว่ามั้ง ใช้คำผิดหรือถูก โน อิมพอร์ตั้น ที่ เวรี่ อิมพอร์ตั้น คือเราทำงานให้พี่น้องประชาชน"
"สรุปก็คือท่านเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเกาะเก้าอี้แน่น ไม่น่าเกลียดหรือ?"
"เพื่อพี่น้องประชาชน จะเรียกผมว่าอะไรก็ยอม ผมมีความรู้ความสามารถ ก็ต้องช่วยพี่น้องประชาชน จะนิ่งดูดายได้อย่างไรเล่า"
"สรุปคือประชาชนยังจะเห็นหน้าท่านอีกในรัฐบาลชุดต่อไป?"
"มันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง เคี้ยกเคี้ยก"
วินทร์ เลียววาริณ
29-8-25682 วันที่ผ่านมา -
นี่เป็นการป้ายยา pre-order ครั้งสุดท้าย เพราะ pre-order สี่ภพ จะจบวันที่ 31 สิงหาคม
31 สิงหาคมจะเป็นวันสุดท้ายของการชำระเงินและส่งหลักฐาน pre-order
หลังจากนั้นเราจะหยุดรับออร์เดอร์ 2 สัปดาห์ เพื่อเคลียร์งานการผลิต การเซ็นชื่อ และจัดส่งท่านที่ pre-order ล่วงหน้า
เราจะวางขายแบบหนังสือปกติตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน ทั้งทางเว็บไซต์และ Shopee ตามราคาปกจริงคือ 2,400.-
ซื้อทางเว็บไซต์ไม่คิดค่าส่ง และสามารถใช้คะแนน winpoint ได้ (เนื่องจากเป็นหนังสือปกติแล้ว)
ซื้อทาง Shopee คิดค่าส่งตามกฎของ Shopee (ถ้าใครมีคะแนนของ Shopee ก็น่าจะใช้ได้)
งานหนังสือเดือนตุลาคม มีจำหน่ายในราคา 2,200.- ถ้ามาซื้อเอง แต่ถ้าให้จัดส่ง ก็เป็นราคาปก 2,400.-
วินทร์ เลียววาริณ
29-8-25อ่านที่มาของงานชุดนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1348523389969682&set=a.208269707328395
อ่านรายละเอียดหนังสือได้ที่
https://www.facebook.com/photo?fbid=1352241359597885&set=a.208269707328395ตอนนี้พิมพ์จริงแล้ว สั่งซื้อ คลิก https://www.winbookclub.com/store/detail/254/4%20%E0%B8%A0%E0%B8%9E
ในหน้า pre-order สามารถคลิกอ่านตัวอย่าง 2 บทได้ฟรี
2 วันที่ผ่านมา