-
วินทร์ เลียววาริณ5 เดือนที่ผ่านมา
หาดใหญ่ใต้บาดาล
ผ่านไปหกสิบปี น้ำก็ยังท่วมหาดใหญ่
หาดใหญ่เป็นเมืองสายฝน
อย่างน้อยในช่วงวัยเด็กของผม มันยังเป็นเมืองสายฝน
หาดใหญ่ พ.ศ. นั้นท้องฟ้าสะอาด ไร้มลพิษ รถยนต์มีนับคันได้ มอเตอร์ไซค์ก็ยังมีน้อย พาหนะส่วนใหญ่ของชาวเมืองคือจักรยาน แม้แต่รถรับจ้างก็เป็นสามล้อถีบ
หลายเช้าเราตื่นขึ้นมาในสภาวะฟ้ารั่ว น้ำเทลงมาจากฟ้าอย่างหนัก จนแม่ต้องเรียกรถสามล้อถีบพาเด็กหลายคนไปส่งโรงเรียน คลุมตัวเด็กด้วยร่มกระดาษ
สมัยนั้นยังไม่มีร่มผ้า ร่มทุกชนิดเป็นร่มกระดาษหนาเตอะเทอะทะ
ต่อมาก็มีเสื้อกันฝนพลาสติกจำหน่าย แต่มันห่างไกลจากเสื้อกันฝนบาง ๆ ในสมัยนี้ประมาณห้าร้อยปีแสง เสื้อกันฝนสมัยนั้นทำด้วยพลาสติกหนาเตอะ หนักอึ้งเหมือนเสื้อเกราะ ไม่มีใครอยากสวมใส่
อย่างไรก็ตาม ในสภาพฝนเทหนักอย่างนั้น ร่มหรือเสื้อกันฝนอะไรก็ช่วยไม่ค่อยได้ ไปถึงโรงเรียนในสภาพมะล่อกมะแล่กเหมือนลูกหมาตกน้ำ
ก็ปล่อยให้แห้งไปเอง ไม่มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนหรอก
ตอนกลับบ้านถ้าเจอฝนหนักอีกรอบ ก็เปียกอีกรอบ ก็โตมาอย่างนี้แหละ
และผมก็น้ำมูกไหลทั้งปีอย่างนี้แหละ
ทุกครั้งที่ฝนเทหนัก กิจกรรมหนึ่งที่เราต้องทำคือนำกระป๋องโลหะไปรองน้ำฝนที่รั่วลงมาจากหลังคาสังกะสี (สมัยนั้นบ้านที่ปูหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาถือว่ามีฐานะ)
บ่อยครั้งฝนตกข้ามวันข้ามคืน ไม่ยอมหยุดเลย วันใดที่ฝนหล่นตอนท้องฟ้าเป็นสีขาวหม่น รู้เลยว่าเป็นฝนมาราธอน
ฝนตกชุกมาก ตกได้ข้ามวันข้ามคืน ผลที่ตามมาคือน้ำท่วมบ่อยมาก
น้ำท่วมส่วนใหญ่จะเป็นแบบมาเร็วไปเร็ว ท่วมสูงราวตาตุ่ม หลังจากนั้นราว 1-2 ชั่วโมง น้ำก็ลด ถือเป็นการล้างบ้านภาคบังคับก็แล้วกัน
แต่นาน ๆ ครั้ง ก็มีแบบ ‘จัดใหญ่’
กลางดึกคืนหนึ่งผมถูกปลุกตื่นด้วยเสียงคนตะโกนกันโหวกเหวก ลงไปชั้นล่างก็พบว่าน้ำกำลังท่วมบ้านสูงถึงเอวคน แลเห็นพ่อกับแม่ และคนงานกำลังช่วยขนข้าวของรองเท้าที่จมน้ำขึ้นที่สูงอย่างแข่งกับเวลา สินค้าหลายส่วนเสียหาย
หาดใหญ่ถูกกองทัพน้ำจู่โจมกลางดึกสงัด
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นก็พบภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต นั่นคือทั้งเมืองจมใต้น้ำ หาดใหญ่กลายเป็นอัมพาต ทุกกิจการยุติ
ชาวเมืองทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้น้ำลดลงเอง
กินเวลาราว 3-4 วันกว่าน้ำจะลง และราวหนึ่งสัปดาห์ที่ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ
ช่วงที่น้ำท่วม แม่ขนเตาอั้งโล่ขึ้นไปที่ชั้นสอง และทำอาหารตามมีตามเกิด
ในวิกฤตก็มีโอกาส เราเห็นเรือพายหลายลำมาขายของถึงบ้าน เช่น ผัก ผลไม้ เวลาซื้อก็ต้องหย่อนตะกร้าผูกเชือกจากชั้นบนลงไป
นี่เป็นน้ำท่วมใหญ่ครั้งแรกที่ผมจำได้
ตามมาด้วยครั้งที่สอง
มีอยู่ปีหนึ่งฝนตกพรำหลายวันต่อเนื่องกัน ได้ยินคนพูดว่าน้ำอาจจะท่วม ผมขี่จักรยานไปที่คลองอู่ตะเภา เห็นน้ำเอ่อสูงจนเริ่มท่วมตลิ่ง
ผมดูน้ำในบ่อบาดาลที่บ้าน เป็นภาพแปลกตา เพราะระดับน้ำใต้ดินขึ้นสูงจนแทบจ้วงตักน้ำเอาได้
วันหนึ่งผมไปเรียนหนังสือตามปกติ เมื่อไปถึงโรงเรียนพบว่าน้ำเริ่มท่วมระดับตาตุ่ม ครูใหญ่สั่งปิดโรงเรียน ผมก็เดินกลับบ้าน ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หาดใหญ่ก็ถูกมวลน้ำโจมตีอีกครั้ง คราวนี้น้ำป่าบุกเมืองตอนกลางวันแสก ๆ
เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นน้ำท่วมเมืองอย่างรวดเร็ว ได้ยินว่าเป็นน้ำป่า ผมไม่เคยเห็นความเร็วและความแรงของน้ำระดับนี้มาก่อน น้ำไต่ระดับจากตาตุ่มถึงเอวคนทั่วทั้งเมืองในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง
เที่ยวนี้เกิดขึ้นตอนกลางวันแสก ๆ จึงขนข้าวของขึ้นชั้นบนทัน อีกครั้งทุกกิจกรรมในเมืองแน่นิ่ง ธุรกิจการค้าหยุดหมด
น้ำท่วมในสายตาผู้ใหญ่คือหายนะ ไม่มีรายได้ แต่สำหรับเด็ก มันคือความสนุก เป็นสีสันของชีวิตเด็กที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวง
เด็กแทบทุกบ้านเล่นน้ำกัน บางคนใช้ยางในล้อรถยนต์เป่าลม กลายเป็นเรือยาง พายไปทั่ว
ผมถือโอกาสนี้หัดว่ายน้ำ แต่ไม่สำเร็จ เผลอกลืนน้ำไปอึกหนึ่ง แต่ไม่เป็นไรเลย น้ำสะอาดกว่าที่คิด
.......................
น้ำท่วมใหญ่สองครั้งนี้สร้างความเสียหายมาก แต่ยังไม่หนักหนาเท่าน้ำท่วมใหญ่หลายสิบปีต่อมา คือ พ.ศ. 2543
เวลานั้นผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ติดตามข่าวน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด
น้ำท่วมคราวนี้หนักหนาสาหัสมาก ท่วมสูงกว่าเอวคนมาก น้องชายผมเล่าว่า เช้านั้นเขาบินจากภูเก็ตไปหาดใหญ่ เมื่อเครื่องบินลงจอด ก็พบว่าเมืองหาดใหญ่เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองหาดบาดาลเรียบร้อยแล้ว ต้องนั่งรถ GMC ของทหารเข้าเมือง รอบตัวเป็นน้ำสีเหลืองข้นคลั่ก ไหลเชี่ยวน่ากลัว ฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกตลอดทั้งวันข้ามไปถึงกลางคืน
หาดใหญ่กลายเป็นเมืองมืดสนิท ไม่มีไฟฟ้าใช้ สถานีวิทยุปิดหมด โชคดีที่ยังเหลือสถานีวิทยุ ม.อ. (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) คลื่น 88 เป็นตัวกลางประสานขอความช่วยเหลือ
ราวตีสอง เขาติดเรือท้องแบนของทหารกลับบ้าน ระหว่างทางรอบตัวมืดสนิท อาคารบ้านเรือนชั้นเดียวจมน้ำหมด ฝนยังโปรยปราย หาดใหญ่ทั้งเมืองเงียบกริบจนน่ากลัว
เมื่อกลับถึงบ้านก็พบว่าบ้านผมที่หาดใหญ่น้ำท่วมสูงถึงชั้น 2 สามารถพายเรือไปเทียบชั้นบนได้เลย
ทหารถามเขาว่า จะเข้าบ้านไหม เขาลังเลแล้วบอกว่า ขอกลับไปที่สะพานลอยดีกว่า
เขากับคนจำนวนหนึ่งค้างคืนบนสะพานลอยข้ามทางรถไฟ โดยหลบฝนอยู่ในท้ายรถกระบะของคนแปลกหน้า ผ่านราตรีฝนปรอยที่ไม่ลืม
เมื่อผมกลับไปเยือนหาดใหญ่อีกครั้ง ยังเห็นรอยน้ำสูงกว่าศีรษะคน
อดีตที่เล่ามานี้ผ่านไปแล้ว แต่มองภาพปัจจุบัน น้ำท่วมดูจะหนักหนาขึ้นเรื่อย ๆ และไม่จบสิ้น
เป็นเพราะธรรมชาติ? หรือเป็นเพราะมนุษย์?
วินทร์ เลียววาริณ
22-11-25(ท่อนหนึ่งจากหนังสือ ชีวิตที่ดี)
1- แชร์
- 61
-

บ้านผมอยู่ในมุมนี้ของหาดใหญ่เงียบ ๆ แต่กระนั้นก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น
เป็นชีวิตวัยเด็กที่มีความสุข
เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม
นั่นคือยุคจีนอพยพ คนจีนจำนวนมากเดินทางมือเปล่ามาเมืองไทย เพราะที่เมืองจีนไม่มีอะไรกินจริง ๆ แผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์ ขอเพียงไม่เกียจคร้าน รับรองไม่อดตาย
หลายครอบครัวก็สร้างตัวมาแบบนี้ ไม่มีการรวยทางลัด
อดอยาก อดทน อดกลั้นจนได้ดี
แม่ทำงานหนักทั้งชาติ แต่ไม่เคยมีเงินเก็บ แม่สอนให้ลูกรู้จักค่าของเงินและความลำบากโดยแสดงให้เห็นทุกวัน ภายใต้เบ้าหลอมแบบนี้ เราไม่มีทางเป็นคนกลัวงานหนัก หรือเป็นมนุษย์ขี้บ่น
แม่โชคดีที่ลูกสิบคน ‘จื้ออ้าย’ เอาถ่านทุกคน
เมื่อผมเริ่มทำงานได้เงินเดือน ผมส่งเงินข้ามประเทศไปให้แม่เรื่อย ๆ แต่แม่ก็ไม่ใช้ เก็บไว้ให้ลูก
แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมแม่ที่หาดใหญ่ เวลากลับบ้านค่ำ ๆ เดินย่องเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงแม่ลอดออกมาจากห้องนอนว่า “กินอะไรมาแล้วยัง?” แค่ฟังเสียงฝีเท้าลูก แม่ก็รู้ว่าเป็นใคร
คงเพราะทำงานหนักทั้งชีวิต แม่ป่วยด้วยโรคกระดูกนานราว 30 ปี จนในตอนท้ายกระดูกทั้งร่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ นิ้วมือทั้งสิบหงิกเบี้ยว ทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยนแปลง ครึ้มฟ้าครึ้มฝน แม่จะเจ็บทรมานทั้งร่างราวกับเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงกระดูกพร้อมกัน อาการเจ็บของแม่จึงเป็นเครื่องมือพยากรณ์อากาศได้ดีกว่ากรมอุตุนิยมวิทยา เพียงเห็นแม่เจ็บ ก็รู้ทันทีว่าอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนจะตกในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
แม่จากโลกไปในวัยเพียงหกสิบกว่า หลังจากทำหน้าที่แม่ศรีเรือนมาทั้งชีวิต
ครั้งสุดท้ายที่ผมพบแม่คือเมื่อผมไปเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิด วันสุดท้ายที่ผมจะกลับกรุงเทพฯ สีหน้าแววตาแม่ยังคงเต็มไปด้วยความห่วงใย บอกตอนผมลาแม่ไปขึ้นรถไฟว่า เราคงไม่ได้พบกันอีก แม่คงรู้จากสภาพร่างกายว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นลูก
ชีวิตแม่ผมเป็นกระจกเงาสะท้อนชีวิตของ ‘แม่ศรีเรือน ทำงานหนัก รักลูก’ นับล้าน ๆ คนที่กระจายไปทั่วประเทศของเรา เป็นกระดูกสันหลังของชาติจริง ๆ
แม่ศรีเรือน ศรีแห่งเรือน สิริมงคลแห่งชีวิต
ในชีวิตนี้คงไม่มีผู้หญิงคนไหนในจักรวาลรักเราเท่าแม่อีกแล้ว
วินทร์ เลียววาริณ
22-5-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
หนังสือเหลือไม่มากแล้ว
0 วันที่ผ่านมา -

ผมเติบใหญ่ในครอบครัวมีกิน
‘มีกิน’ เป็นคนละคำ คนละเรื่องกับ ‘มีอันจะกิน’
มีกินคือไม่ได้อดอยาก แต่แค่มีกิน ไม่อาจเลือกกิน อีกทั้งไม่เคยกินอาหารในภัตตาคารใด ๆ
ไม่มีน้ำอัดลม (ยกเว้นวันตรุษจีน) ไม่มีน้ำผลไม้ ไม่มีน้ำหวาน
อาหารประเภทกุ้งไม่เคยอยู่ในเมนู เพราะเป็นอาหารแสลงต่อกระเป๋าเงิน ไก่ไม่ค่อยปรากฏตัวบนโต๊ะอาหาร เพราะในเวลานั้นไก่มีราคาแพงมาก ยังไม่มีการเลี้ยงไก่แบบอุตสาหกรรม
คติวัยเด็กคือ “ไม่ต้องอดก็พอแล้ว ไม่ต้องเลือก”
พ่อแม่ผมมีลูกสิบคนกับช่างทำและซ่อมรองเท้าอีกคนสองคน ธุรกิจนี้เป็นงานฝีมือที่ไม่มีใครเห็นว่าควรจะตั้งราคาตามใจชอบ รายได้จึงจำกัด ค่าอาหารก็จำกัด ดังนั้นการทำอาหารเลี้ยงคนทั้งบ้านรวมช่าง จึงต้องคำนวณรายจ่ายให้น้อยที่สุด แต่อิ่มที่สุด
นั่นคือเฉลี่ย 50 บาทต่อวัน สำหรับคนทั้งบ้านรวมสามมื้อ และเป็นหน้าที่ของแม่ไปจ่ายตลาด
ทุกเช้าตรู่แม่ผมเดินไปตลาดสดกิมหยง หิ้วตะกร้าใบเขื่องไป แล้วกลับมาพร้อมของพะรุงพะรัง ไม่ขึ้นรถถีบสามล้อ เพราะเปลืองเงิน ถ้าวันไหนฝนตก (ซึ่งมักตกทั้งปี) ก็ขลุกขลักหน่อย
ผมไม่ค่อยเล่าเรื่องแม่ให้ใครฟัง อาจเพราะเรื่องสั้นมาก สรุปชีวิตแม่ทั้งชีวิตได้ในบรรทัดเดียว คือ “แม่ศรีเรือน ทำงานหนัก รักลูก”
แม่บ้านสมัย 50-60 ปีก่อนต้องทำงานทุกอย่าง ผมเห็นแม่ทำงานตั้งแต่รุ่งสางจนมืดค่ำ เก็บกวาดบ้าน ซักผ้า จ่ายตลาด ทำอาหารวันละสามมื้อ (โปรดอย่าลืมว่าเป็นอาหารสำหรับคนสิบกว่าคน) ล้างชาม (โปรดอย่าลืมว่าเป็นจานชามของคนสิบกว่าคน) ตัดเสื้อผ้าให้ลูก รีดผ้า เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ล้างส้วม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ขายของหน้าร้าน และทำรองเท้าด้วย
ตั้งแต่เกิดมาจนถึงหลักไมล์ท้าย ๆ ในชีวิต ผมยังไม่เคยเจอแม่บ้านที่ไหนทำงานหนักเท่านี้มาก่อน
.....................
เนื่องจากกับข้าวแพงกว่าข้าว อาหารทุกมื้อจึงหนักข้าวไว้ก่อน
“กินข้าวแล้วอยู่ท้องกว่า”
คนสมัยนั้นคงมองคนสมัยนี้ด้วยความพิศวงงงงวย เอะอะอะไรก็ low-carb ไม่กินข้าวไม่มีแรงทำงานหรอก
การหุงข้าวในสมัยนั้นไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า หุงด้วยหม้อขนาดใหญ่ด้วยเตาถ่าน
การหุงข้าวด้วยเตาถ่านสำหรับสิบกว่าคนกิน ต้องใช้ฝีมือ หลังจากซาวข้าว ต้มน้ำ เทน้ำข้าวทิ้งบ้าง เกลี่ยไฟ แล้วปล่อยให้สุกพอดี
หลังจากสิบกว่าชีวิตกินข้าวหมดแล้ว ก้นหม้อจะเหลือข้าวตังแห้ง ก็แกะข้าวก้นหม้อออกมาเก็บไว้กินต่างหาก
ไม่เหลือให้หมูกิน!
อาหารที่เรากินแม้จะธรรมดา แต่อร่อย แม่ผมเป็นคนทำอาหารอร่อยมาก (ความจริงใคร ๆ ก็มักเห็นว่าแม่ของตนเองทำอาหารวิเศษมาก!) แต่ฝีมือแม่ผมเป็นระดับ Michelin
ออกเสียง “มิเฉลิ้น” แปลว่ารสต้องตรงลิ้น ไมงั้นพ่อไม่กิน
พ่อเป็นคน ‘คิว.ซี.’ งานอย่างเข้มงวด กล่าวคือหากจานไหนไม่อร่อย แทบจะไม่แตะเลย ด้วยเหตุนี้อาหารของแม่จึงยอดเยี่ยมมาก ทุกจานที่แม่ทำสะอาด และอร่อยมาก และก็ขยันหาอะไรใหม่ ๆ มาทำ
คิดแล้วสงสารแม่บ้านสมัย 50-60 ปีก่อน ทำงานเหนื่อยแสนสาหัส เอาใจสามียากเย็น คำว่า ‘แม่ศรีเรือน’ มีความหมายคล้าย ๆ คำว่า แม่แบกเรือน
ตอนค่ำเวลาหิว แม่ก็ซื้อก๋วยเตี๋ยวราดหน้าให้ลูก ๆ กิน ลูกสิบคนก็สิบห่อใช่ไหม? ฝันไปเถอะ ซื้อมาห่อเดียวก็พอ เทข้าวเปล่าลงไปคลุก หนักข้าวไว้ก่อน ลูกหลายคน กินคนละสองสามคำ
ไม่อยากให้ลูกหิว แต่ไม่มีเงินมากพอ ตัวเองหิวไม่เป็นไร แต่ไม่ปล่อยให้ลูกหิว
ผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชาวกรุงฟัง ก็พบประสบการณ์เดียวกัน เพราะพ่อแม่เธอซื้อก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม ขอน้ำแกงกับถั่วงอกเยอะ ๆ ถึงบ้านก็เทข้าวลงไปคลุก
นาน ๆ ทีแม่อาจให้รางวัลตัวเองและลูก ๆ ให้ผมข้ามถนนไปซื้อบัตเตอร์เค้กหนึ่งชิ้นที่ร้านกาแฟตรงข้าม ราคาชิ้นละหนึ่งบาท ถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง ต่อมาก็มีร้านเบเกอรีมาเปิด ชื่อร้านรอแยล มีขนมฝรั่งหลายอย่าง จัดว่าเป็นของฟุ่มเฟือยเช่นกัน
แม่ไม่เคยฉลองวันเกิดให้สมาชิกในครอบครัว เดาว่าคงจำวันเกิดของลูกทั้งสิบคนไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนั้นบ้านเราโดยเฉพาะครอบครัวจีน ยังไม่มีวัฒนธรรมฉลองวันเกิดและร้องเพลง Happy Birthday
มีอยู่ปีหนึ่ง ผมเปรยว่าเป็นวันเกิดของผม แม่ก็ต้มไข่ให้หนึ่งฟอง
แม่มีลูกสิบคน ดังนั้นงานจึงล้นมือ เวลาลูกคนไหนไม่สบาย (มักเป็นผม) ก็ดูแลลูกเป็นกรณีพิเศษ เจียดเงินซื้ออาหารบำรุงสุขภาพมาให้กิน ทั้งที่แพงแสนแพง
ในวัยเด็ก ผมขี้โรค ป่วยเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ บางครั้งนอนซม แม่ก็ป้อนข้าวให้ทีละคำ
ความรักของแม่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลูกต้องมาก่อนเสมอ
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
21-5-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
หนังสือเหลือไม่มากแล้ว
1 วันที่ผ่านมา -

เราจะรู้ว่าถนนหนทางในกรุงเทพฯมีหลุมบ่อเยอะจริงๆ ก็ต่อเมื่อเราเป็นคนไข้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ นั่งรถสัญจรข้ามเมือง
ใช่ คนที่มีแผลผ่าตัดใหม่ๆ รับแรงสะเทือนได้ไวเป็นพิเศษ ปกติโดยสารมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผ่านถนนขรุขระ หลุม ร่อง รอยแตกต่างๆ ไม่มีปัญหา แต่หลังผ่าตัด เจอถนนไม่เรียบนิดหน่อย ก็สะเทือนถึงแผล
ช่วงนี้ผมหมกตัวอยู่ในบ้าน ไม่ได้ไปไหน ไม่อยากกลับไปหาหมอเพื่อเย็บแผลใหม่
ตอนนี้แผลกำลังเริ่มสมานตัว แต่น่าจะอีกเป็นเดือนกว่าจะสนิท
เวลาขยับตัว ก็ยังเจ็บแผลนิดๆ
โดนผ่ายาว 7 นิ้ว ก็น่าจะเจ็บหรอกนะ!
ในวัยขนาดนี้ ฟื้นตัวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ซีเรียส ยังหายใจได้ ก็เป็นบุญแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผมเป็นสายพันธุ์ที่อยู่เฉยๆ ไม่เป็น ให้นอนพักฟื้นอย่างเดียวไม่ไหว หงอยตายเลย
การเขียนข้อความแม้ไม่ยาวมาก ก็เป็นกิจกรรมคลายความหงอยอย่างหนึ่ง
จิ้มข้อความไม่ยาวมาก พอไหว แต่ถ้าให้ซักผ้าคงไม่ไหว แม้อยากจะซักใจจะขาด
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
20-5-261 วันที่ผ่านมา -

ด้านหลังบ้านเลขที่ 113 ติดกับสนามฟุตบอลเป็นครัว ห้องอาบน้ำ ห้องส้วม และบ่อน้ำบาดาล ใช่ สมัยนั้นยังไม่มีระบบประปา ทุกบ้านใช้น้ำจากบ่อบาดาล
บ่อน้ำลึกเอาการ คะเนว่าลึกราว 10 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางราวหนึ่งเมตร
ช่างจะขุดหลุมแล้วตักดินขึ้นมา ยัดท่อปูนทรงกระบอกหล่อสำเร็จกว้างหนึ่งเมตรนี้ลงไป ต่อลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่มีน้ำใต้ดิน
ในหน้าแล้ง น้ำใต้ดินจะอยู่ต่ำ ในฤดูฝน ระดับน้ำใต้ดินจะเอ่อขึ้นมา บางครั้งไต่ขึ้นมาถึงปากบ่อ
การตักน้ำจากบ่อใช้ถังไม้หรือถังเหล็กผูกเชือก ชักขึ้นลงด้วยรอกที่แขวนเหนือบ่อ ปล่อยให้ถังจมใต้น้ำ แล้วดึงเชือกชักถังที่มีน้ำเต็มขึ้นมาเทใส่โอ่ง การใช้น้ำทุกอย่างไม่ว่าดื่ม อาบ ซักผ้า ต้องชักรอกขึ้นมาทีละถัง
สมัยนั้นชาวบ้านยังไม่รู้จักคำว่าก๊อกน้ำ มีแต่โอ่งกับตุ่ม
ถ้าเป็นฤดูฝน ก็ปล่อยน้ำจากหลังคาลงมาในโอ่ง ประหยัดเวลาชักรอกตักน้ำบาดาล น้ำฝนในยุคหกสิบปีก่อนใสสะอาด ไร้มลพิษ ดื่มกินได้สนิทใจ
วันหนึ่งช่างคนหนึ่งปล่อยปลาช่อนตัวเล็กลงไปในบ่อน้ำ มันก็อาศัยอยู่ที่ก้นบ่ออยู่พักใหญ่ จนกลายเป็นปลาช่อนตัวใหญ่ วันดีคืนดี ช่างคนหนึ่งก็จับมันขึ้น ผมไม่รู้ว่าชะตากรรมของมันเป็นอย่างไร
ครั้งหนึ่งได้ยินเสียงคนร้องลั่นบ้าน จึงรู้ว่ามีงูตัวหนึ่งเลื้อยเข้ามาจากหลังบ้าน สมัยนั้นหาดใหญ่ยังเป็นรกพงอยู่มาก เห็นงูอยู่หลายครั้ง
ครั้งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคืองูตัวหนึ่งเลื้อยมาป้วนเปี้ยนที่หลังบ้าน ปรากฏว่ามีแมวตัวหนึ่งสู้กับงู สัตว์ทั้งสองคุมเชิงกัน และไวเหลือประมาณ ชาวบ้านหลายคนมุงดูเหตุการณ์นั้น ไม่นานงูก็ยอมถอยจากไป
นอกจากปลาช่อนและงูแล้ว หลังบ้านของเราก็มีมังกร
..........
โอ่งใส่น้ำอาบเป็นโอ่งมังกร มันมีขนาดใหญ่สูงราวๆ เอวผู้ใหญ่ เป็นมังกรที่เฝ้าบ้านอย่างซื่อสัตย์มานานหลายปี
ครั้นใช้ไปนานเข้า โอ่งก็มีรอยแตกร้าว เพื่อความประหยัดเราก็ใช้ลวดรัดมันไว้
วันหนึ่งขณะที่ช่างคนหนึ่งอาบน้ำ ได้ยินเสียงร้องลั่น ปรากฏว่าโอ่งเจ้ากรรมแตกตอนที่เขาอาบน้ำ คมโอ่งดินเผาที่แตกเป็นชิ้นๆ บาดขาเขาเลือดทะลัก เลือดไหลไม่หยุด
แม่ผมมีสติดี และไวมาก คว้าถ้วยใส่พริกไทยในครัวมา กำพริกไทยเต็มมือ เทพรวดเดียวที่บาดแผล
เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเรื่องอัศจรรย์ พริกไทยหยุดเลือดได้ชะงัด
หลังจากนั้นผู้ใหญ่ก็พาคนบาดเจ็บขึ้นรถจักรยานสามล้อไปที่โรงหมอ หมอเย็บแผลไปหลายสิบเข็ม หมอชมแม่ว่า หยุดเลือดเก่งมาก ไม่เคยเห็นการหยุดเลือดได้ขนาดนี้
ช่างคนนั้นนอนพักอยู่ราวสองเดือน เป็นโรค dragon phobia ไปนาน (โรคกลัว(โอ่ง)มังกร)
หลังจากเหตุการณ์นั้น เราก็เลิกใช้โอ่งมังกร แต่หล่อปูนเป็นที่เก็บน้ำแทน
..........
ข้างห้องอาบน้ำเป็นเตาขนาดใหญ่ เป็นเตาขนาดใหญ่เทอะทะ สร้างโดยตั้งโครงไม้แล้วเทปูนลงไปเป็นเตาสี่เหลี่ยม เว้นช่องเป็นที่วางเตาสามช่อง ฝีมือสร้างเตาหยาบตามงบประมาณ
เตาแรกใหญ่มาก สำหรับหุงข้าวด้วยหม้อขนาดใหญ่
ข้างๆ เตาเป็นลังไม้เก็บถ่าน บนพื้นวางตุ่มใส่ขี้ไต้สำหรับจุดไฟ ไต้นี้ทำเอง โดยใช้เศษยางพาราที่มีเหลือเฟือในภาคใต้ ใส่ตุ่ม เทน้ำมันก๊าดเข้าไป ยางจะถูกละลายกลายเป็นยางเหนียวหนึบ ติดไฟง่าย
เวลาก่อไฟ ก็ใช้เศษฟืนจุ่มไต้นิดหน่อย วางบนเตา วางถ่านสองสามก้อนทับ จุดไม้ขีด พอไฟลุก ก็ใช้พัดโบกไปมาเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้ไฟ จนกระทั่งถ่านติดไฟ เมื่อถ่านก้อนแรกคุไฟแดง ก็พอดีกับที่ฟืนไหม้หมด
เตายักษ์นี้นอกจากใช้ทำอาหารแล้ว ยังมีหน้าที่อีกอย่างคือใช้ผึ่งของ ภาคใต้ฝนตกทั้งปี บ่อยครั้งเด็กๆ กลับจากโรงเรียนมาตัวเปียก รองเท้าเปียกโชก แม่จึงวางรองเท้าไว้ข้างเตาที่มีถ่านคุไฟก้อนเล็กๆ เพื่อผึ่งให้มันแห้งทันเช้าวันใหม่
ที่บ้านผมทำรองเท้า ผมจึงสวมรองเท้าหนังเป็นประจำ เมื่อรองเท้าเปียกน้ำ ผ่านการผึ่งจนแห้ง มันจะแปรสภาพเป็นรองเท้าหิน สวมไม่สบาย ทำให้นึกอิจฉาเพื่อนๆ ที่สวมรองเท้าผ้าใบ
บางครั้งเมื่อถ่านดับแล้ว ยังมีขี้เถ้าที่ร้อนคุมาทั้งวัน แม่ก็ยัดใส่มันสำปะหลังหรือมันเทศในกองขี้เถ้า ทิ้งไว้อย่างนั้นเป็นชั่วโมง ก็จะได้มันที่อร่อยที่สุดในโลก
นั่นคือความทรงจำของผมเกี่ยวกับครัวสารพัดประโยชน์ และสารพันเหตุการณ์ซึ่งมีมังกรมาเกี่ยวข้องด้วย
วินทร์ เลียววาริณ
20-5-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
หนังสือเหลือไม่มากแล้ว
2 วันที่ผ่านมา -

ผมเห็นสัญลักษณ์จราจรตารางทแยงสีเหลือง (yellow box junction) ครั้งแรกที่สิงคโปร์ เมื่อไปทำงานที่นั่นราวปี 1980
ต่อมาก็เห็นที่ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ
yellow box junction ออกแบบโดยชาวอังกฤษในปี 1967 เป็นเส้นสีเหลืองตีทแยงสะดุดตา จุดหมายคือไม่ให้เกิดการติดขัด (gridlock) ตรงจุดแยก เพราะเมื่อเกิดรถติดที่แยกใดแยกหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบไปที่เส้นที่รถไม่ติดด้วย
จะว่าไปแล้ว หลักของ yellow box junction ก็น่าเป็นไปตามทฤษฎี Butterfly Effect นั่นคือการที่การจราจร ณ จุด ก. ติดขัดอาจส่งผลให้จุด ข. ติด
จุด ข. ก็ส่งผลต่อไปที่จุดอื่น ไปเรื่อยๆ เป็นลูกโซ่
ถ้าจุด ก. โล่ง ก็อาจทำให้การจราจรในมุมอื่นของเมืองที่ดูไม่เกี่ยวกัน โล่งไปด้วย
วิธีปฏิบัตินั้นง่ายมากคือ ห้ามจอดรถบนตารางทแยงเหลืองนี้เด็ดขาด
หากผู้ใช้ถนนทุกคนเคารพกฎ yellow box junction สภาวะรถติดจะลดลงทันตามเห็น เพราะทุกองค์ประกอบบนท้องถนนทำหน้าที่เหมือน Butterfly Effect ดีจุดหนึ่งก็ส่งผลดีอีกจุดหนึ่ง ไล่ไปเรื่อยๆ
ตรงกันข้าม จอดรถทับตารางทแยงเหลืองที่จุดหนึ่ง อาจทำให้ทั้งเมืองเป็นอัมพาตอย่างไม่น่าเชื่อ
เป็นเรื่องเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม
เมื่อใช้ได้ผล yellow box junction ก็แพร่หลายไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
แต่ผมไม่ค่อยเห็นสีเหลืองของเส้นในบ้านเรา เพราะมักมีรถยนต์จอดทับอยู่เสมอ
ไม่รู้พวกนี้สอบผ่านใบขับขี่มาได้อย่างไร เจอเส้นสีเหลืองเป็นต้องแล่นไปทับ
สงสัยคนขับคิดว่าเป็นฝูงงูเหลือมสีเหลืองกำลังจะทำร้ายคน
ข่าวดีคือเมื่อวานนี้มีหลายคนถ่ายรูปหลายมุมในเมือง ชาวบ้านเห็นเส้นสีเหลืองชัดๆ อีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ บรรดาผู้ใช้ถนนกลับตัวกลับใจ เคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
คนไทยเรานี่ต้องล้มตายก่อน บาดเจ็บก่อน จึงค่อยเรียนรู้
ส่วนจะเรียนรู้ได้สักกี่วัน ก็คอยดูกัน
แล้วไม่ต้องเสียเวลา "ถอดบทเรียน" หรอกนะ เราไม่เคยจำอะไรได้
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
19-5-262 วันที่ผ่านมา
