-
วินทร์ เลียววาริณ3 เดือนที่ผ่านมา
ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง คนส่วนมากคงตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใคร พรรคไหน นโยบายใด แต่บางคนก็อาจยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะมอง ‘สินค้า’ ที่แต่ละพรรคขายเป็นเพียงพยับแดดลวงตา
สำหรับเรื่องแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ทั้งสองฝั่งต่างก็ให้เหตุผล ฝ่ายหนึ่งว่าถ้าไม่รื้อรัฐธรรมนูญ ประเทศพังแน่ เพราะมันสืบทอดเผด็จการ ฯลฯ อีกฝ่ายว่าถ้ามันปราบโกงด้วย จะไปรื้อทำไม ฯลฯ
ถกแบบนี้ยากจะได้บทสรุป เพราะเป้าหมายและมุมมองต่างกัน หรืออาจมีธงแห่งอคติตั้งไว้ก่อนแล้ว
นักอ่านหลายคนถามว่าผมจะเลือกพรรคไหน จะกาฉีกหรือไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตบอกแค่วิธีเลือกของผมก็แล้วกัน
แต่ผมต้องบอกก่อนว่า ผมมีวิธีมองโลกในแบบของผม ผมเป็นพวก pragmatic (เน้นปฏิบัติ) ไม่แคร์ยี่ห้อระบอบ ผมไม่ได้มองโลกแบบ 1 + 1 = 2 แต่ไม่ว่าจะเป็น 1 + 1 = 2 หรือ 1 + 1 = 3 ก็ต้องมีธรรมนำ
นี่คือจุดยืนและจุดที่ใช้คิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
อีกไม่ถึงสองเดือน ผมจะมีอายุ 70 ผมผ่านเหตุการณ์การเมืองไทยมานาน ฉากแรกๆ ที่ผมเห็นตอนเด็กก็เป็นการเมืองเข้มข้นแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจจากจอมพล ป. จอมพลถนอมปฏิวัติตัวเอง
สิ่งที่ผมเห็นตลอดหลายสิบปีนี้วนเวียน ซ้ำซาก จนสรุปได้ดังนี้
1 นักการเมืองส่วนมากทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและกลุ่มของตน ส่วนน้อยมากทำเพื่อชาติ
2 ระบบการเมืองเป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง มีการลงทุน มีการซื้อเสียง มีการตลาด มีการคืนทุน มีการแสวงหากำไร
3 เราใช้โควตาเป็นหลัก จึงค่อนข้างยากที่จะได้มืออาชีพในการปกครอง นานๆ จะโผล่มาสักคนสองคน เช่น ผู้ว่าธนาคารชาติ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นต้น
4 รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับรัฐบาลจากรัฐประหารส่วนใหญ่เหมือนกัน คือต่างก็บริหารแบบเน้นผลระยะสั้น น้อยรัฐบาลนักที่คิดวางโครงสร้างประเทศในระยะยาว 20-30 ปี
5 ทั้งระบอบประชาธิปไตยและระบอบเผด็จการต่างก็สามารถทำให้ดีได้ และทำให้เลวได้พอๆ กัน
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ผู้นำจากการเลือกตั้งก็สามารถทำลายประเทศได้มโหฬาร บางคนใช้ระบบทุจริตเชิงนโยบาย โกงกินจนบ้านเมืองแทบพัง
ในทางตรงข้าม ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มือตงฉินที่สุดของแผ่นดิน กลับมาจากระบอบเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อานันท์ ปันยารชุน ก็มาจากคณะ รสช.
6 เผด็จการรัฐสภาร้ายกว่าเผด็จการรัฐประหาร ทำไม? ก็เพราะคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าอะไรก็ตามที่ผ่านการเลือกตั้งมี ‘ความชอบธรรม’ กว่า ขณะที่เผด็จการรัฐประหารจะถูกด่าเช้าเย็นและถูกตรวจสอบตลอดเวลา โดยเฉพาะจากนานาชาติ จะทำอะไรก็ต้องระวังตัว เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการตกจากหลังเสือ
ตัวอย่างของเผด็จการรัฐสภาแบบเงียบๆ คือทุจริตเชิงนโยบายทั้งหลาย แบบโฉ่งฉ่างหน่อยก็เช่นการลักหลับในสภาตอนตี 4 พวกนี้มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น
7 เราอยู่ในกรอบคิดว่า แค่เปลี่ยนกฎบางข้อแล้วประเทศจะดีขึ้นในชั่วข้ามคืน ยกตัวอย่าง เช่น เราสามารถมีนายกฯคนนอกได้มาแต่ไหนแต่ไร จนเมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทุกคนก็โยนความผิดไปที่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร คนเดียว ในเมื่อ พล.อ. สุจินดาเป็นนายกฯคนนอก ง่ายนิดเดียว ก็แก้กฎหมายให้นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง เท่านี้ประเทศก็เจริญขึ้นทันที!
8 คอร์รัปชั่นเป็นรากฐานของประเทศ และประชานิยมก็คือคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง
เหล่านี้คือสิ่งที่ผมเห็นในบ้านเมืองเราในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา
แล้วจะแก้อย่างไร?
ก็ต้องปฏิรูประบบ
แต่ ‘ปฏิรูประบบ’ ในความหมายของผมไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญ มันหมายถึงแก้คน
............................
มองไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์เป็นประชาธิปไตยที่เปลือก เป็นเผด็จการในเชิงปฏิบัติ แต่ลีกวนยูนำพาชาติไปเป็นประเทศชั้นหนึ่งได้เพราะเน้นคนซื่อสัตย์ ไม่เน้นระบอบ
ลีกวนยูบอกว่า เขาไม่สนใจเลยว่าสิ่งที่เขาทำเรียกว่าระบอบอะไร เขาพูดขำๆ ว่า ไอ้เรื่องทฤษฎีการปกครองนั่น ปล่อยให้พวกนักศึกษาปริญญาเอกไปทำวิจัยก็แล้วกัน ชีวิตจริงมันเป็นอีกเรื่อง
ลีกวนยูดึงสิ่งที่ดีของทุกระบอบมาใช้ มันไม่สำคัญที่ยี่ห้อระบอบ มันสำคัญที่ว่าประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่ต่างหาก เป้าหมายของการเมืองของเขาคือให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อราษฎร นักการเมืองต้องสะอาดและมีคุณธรรม
นี่ก็คือ 1 + 1 = 3 ที่มีธรรมนำ
เมื่อเทียบกับเมืองไทยที่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาหลายสิบฉบับแล้ว แต่ไม่มีฉบับไหนทำให้เราพัฒนาถึงขั้นสิงคโปร์ ทำไม? บางทีคำตอบไม่ได้อยู่ที่กฎ แต่อยู่ที่คนใช้กฎ
อ่านให้ดี! นี่ไม่ได้บอกว่าไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญ แค่บอกว่าอย่าแก้เพราะไร้เดียงสาว่าแก้แล้วจะทำให้เมืองไทยเป็นสวรรค์ในพริบตา
ประเด็นที่ผมชี้คือระบอบไม่สำคัญเท่าคน ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปใช้ระบอบอะไร ไม่ว่าจะปกครองด้วยประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี หรืออะไร ประเทศจะดีจะเลวขึ้นกับคน
และคนจะดีได้ ก็ด้วยจริยธรรม
เปลี่ยนระบอบโดยคนไร้จริยธรรมร้อยหน ก็พังร้อยหน ตัวอย่างมีนับไม่ถ้วน
ดังนั้นวิธีเลือกตั้งของผมคือ(พยายาม)เลือกคนที่มีจริยธรรม หรือคนที่พอมีจริยธรรมเหลืออยู่บ้าง
วิธีหนึ่งที่จะคัดคนไร้จริยธรรมออกไปคือดูพฤติกรรมการโกหก คนที่โกหกหน้าตาย พูดไม่เคยตรงกัน สามารถเปลี่ยนจุดยืน 180 องศาเพื่อให้ได้รับเลือก คือคนที่เราไม่ควรเลือก เพราะในประวัติศาสตร์การเมืองหลายสิบปีของเราชี้ชัดว่า คนโกหกไม่ทำชั่วไม่โกงกินไม่มี
คนมีกลิ่นตัวเปลี่ยนชุดใหม่อะไร ก็มีกลิ่นตัว
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้อ่านควรมองภาพรวมของประเทศในอีก 10-20-30 ปีข้างหน้า อย่ามองสั้นๆ แค่ 4 ปีของวงจรเลือกตั้ง
เราเป็นหนี้ลูกหลานเหลนของเราที่จะส่งต่อประเทศไทยในสภาพสมบูรณ์เรียบร้อย ไม่ใช่รัฐล้มเหลว
วินทร์ เลียววาริณ
4 กุมภาพันธ์ 2569 / 4 วันก่อนวันเลือกตั้ง1- แชร์
- 75
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsตราบใดที่ให้ "สิทธิลงคะแนน" แบบอัตโนมัติเมื่ออายุถึง โดยที่คนคนนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติ เช่น เป็นทหาร จ่าย ภงด. เป็นอาสาฯให้กับชุมชนที่ตัวเองอยู่ ฯลฯ รับรองได้ว่าประเทศชาติล่มสลายแน่ครับ
-

มีคนบอกให้ผมลองใช้ AI เขียนหนังสือ ไม่ได้ให้เขียนทั้งหมด แต่ใช้มันเหมือนเครื่องทุ่นแรง
ผมก็ยังไม่ได้ลองสักที เพราะไอเดียที่เขียนค้างไว้ ยังมีอีกเยอะที่ยังไม่ได้ลงมือทำ
ผมไม่มีปัญหาเรื่องไอเดียตันเลย แต่ปัญหาที่หนักกว่าไอเดียตันคือการขายหนังสือ
ถ้าจะเลิกเขียน ก็เพราะขายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคิดไม่ออก
หลายปีนี้มีข่าวบทบาทของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI หนาหูขึ้น ในประเด็น AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แม้แต่ในการเขียนนิยาย
สมองมนุษย์ใช้เวลานับล้านๆ ปีพัฒนามาจาก ‘โง่’ เป็น ‘ฉลาด’ แต่อัตราความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในรอบหลายปีนี้ เร็วแบบก้าวกระโดด ดังนั้นย่อมไม่แปลกหากวันหนึ่งปัญญาประดิษฐ์จะเก่งกว่าเราในหลายเรื่อง ส่วนจะไปถึงขั้นสกายเน็ตใน The Terminator หรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้
ในประเด็น AI เขียนนิยาย แล้วนักเขียนจะตกงาน ผมไม่เป็นห่วงสักนิด
ห่วงเรื่องขายมากกว่า เพราะเขียนมาก็อาจไม่มีคนอ่านเหมือนกับหนังสือที่ใช้คนเขียน
พูดสั้นๆ ผมมองไม่เห็นว่ามันมีปัญหาอะไร AI จะทำให้นักเขียนตกงานก็ต่อเมื่อนักเขียนสู้มันไม่ได้ ไม่ว่าจะมี AI หรือไม่ หากนักเขียนสู้คนอื่นหรือสิ่งอื่นไม่ได้ ก็ย่อมหายไปตามหลักวิวัฒนาการ
น็อต ทู วอร์รี!
ก็เหมือนกับการทำอาหาร จะใช้คนทำด้วยมือหรือจะใช้เครื่องจักรผลิต เราวัดกันที่คุณค่าของงาน หากงาน AI สามารถไปถึงขั้นมีความคิดสร้างสรรค์สูงมากและลุ่มลึกในแง่คิดด้วย ก็คงต้องให้ AI ทำ เช่นที่เราให้เครื่องจักรทำงานหลายอย่างแทนมนุษย์มานานแล้ว
นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่า AI จะทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือแทนคน
เรื่องนี้ปู่อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก บอกไว้ก่อนตายว่า “Any teacher that can be replaced by a machine should be!”
ปู่อาร์เธอร์พูดขำๆ แต่ก็จริงนะ เพราะครูคนไหนที่สามารถถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร ก็สมควรถูกแทนที่หรอก
เคี้ยกเคี้ยก
วินทร์ เลียววาริณ
28-5-261 วันที่ผ่านมา -

เมื่อคราวที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองโกเบในปี พ.ศ. 2538 ตึกรามบ้านช่องเมืองโกเบซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวพังพินาศ ผู้คนหลายพันคนเสียชีวิต แต่สิ่งที่ผู้คนประหลาดใจก็คือเจดีย์โบราณยังคงยืนตระหง่านอยู่ ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินสะเทือนขนาดเจ็ดริกเตอร์เลย
วิศวกรสมัยใหม่พบว่า โครงสร้างเสากลางของเจดีย์ออกแบบให้โยกไปมาได้ ทำหน้าที่เป็นตัวถ่วง ช่วยถ่ายแรงกระแทกต่ออาคาร ดังนั้นไม่ว่าแรงที่มากระทบจะหนักหนาเพียงไร เจดีย์ก็รองรับอารมณ์พิโรธของแผ่นดินได้ ผลก็คืออาคารโบราณนี้อยู่ยั้งยืนยงมาถึงทุกวันนี้ ภูมิปัญญาโบราณนี้กลายเป็นต้นแบบให้สถาปนิกและวิศวกรใช้ออกแบบอาคารสูงซึ่งปลอดภัยจากพายุและแผ่นดินไหว
นอกจากนี้คนโบราณยังรู้วิธีการใช้เส้นโลหะฝังพื้นเป็นระยะ การเซาะร่องบนกำแพงและพื้น เพื่อแก้ปัญหาการแตกร้าวจากการขยายตัวเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ
โครงสร้างที่ป้องกันพายุ ความร้อน ล้วนประกอบด้วยข้อต่อที่เป็นอิสระจากกัน สะพาน โกลเด้น เกท ที่เมือง ซาน ฟรานซิสโก ซึ่งต้องเผชิญลมแรงเป็นนิจ ก็ออกแบบมาแบบไม่ยึดแน่น เหมือนต้นอ้อที่โยกไหวได้เมื่อเจอพายุ แม้จะโคลงไปโคลงมา แต่ก็ไม่พัง
มนุษย์เราล้วนต้องผ่านสภาวะ 'ลมพายุ' หรือ 'แผ่นดินไหว' ทางจิตใจเป็นระยะ อาการ 'จิตตก' เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเมื่อ ต่อให้เป็นคนที่มีสติดีที่สุด เกิดจากหลายสาเหตุ บางคนนึกเรื่องอดีตที่ผ่านมาหลายสิบปี แต่ก็ยังมีอารมณ์กับมัน จิตของคนแกว่งไหวไปมาตามกระแสความคิด
บ่อยครั้งดีเปรสชั่นอารมณ์นี้เป็นส่วนผสมของความอ่อนล้าทางร่างกายและจิตใจ พักผ่อนนอนไม่พอ ทำให้หงุดหงิด เบื่อหน่าย หงอย กลัว ปนเปกัน
มนุษย์เงินเดือนกว่าค่อนโลกเกิดความเครียดทุกครั้งเมื่อเดินเข้าสำนักงาน หลายคนเก็บซ่อนความเครียดนั้นไว้ภายในไม่แสดงออก นานวันเข้ามันก็ปะทุออกในรูปของจิตตก
สิ่งแรกที่คนจิตตกพึงรู้ก็คือมีสติรู้ความเปลี่ยนแปลงภาวะอารมณ์ของตน หลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง บอกคนที่จิตตกด้วยคำแรง ๆ ว่า "หมามันยังรู้จักอารมณ์ของมันเลย เวลามันหิวมันก็ครางหงิง ๆ ใครไม่รู้จักอารมณ์ของตัวเอง ก็ตายเสียดีกว่า!"
หลายคนคงอยากบอกว่า รู้อารมณ์ตัวเองน่ะไม่ยาก แต่แก้ไขมันไม่ง่ายนะ หลวงพ่อ! ผมชอบจินตนาการจิตของคนเป็นเหมือนแก้วน้ำใสที่มีตะกอนนอนก้นอยู่ ตะกอนอารมณ์เหล่านี้มีมากหรือน้อยแล้วแต่สภาพจิตใจของแต่ละคน ตะกอนเหล่านี้เปลี่ยนสีได้ตามแรงกระทบ สีแดงคือความโกรธ สีเขียวคือความริษยา สีเทาคือความกลัว สีน้ำเงินคือความโศกเศร้า ฯลฯ
ทุกครั้งที่แก้วแห่งจิตใบนี้ถูกเขย่า ตะกอนจะฟุ้งขึ้น ยิ่งฟุ้งมาก แก้วน้ำก็ยิ่งขุ่นมัว ทำให้ยิ่งมองไม่เห็นหนทาง
ความพยายามต้านทานหรือปฏิเสธความคงอยู่ของมันอาจไม่ได้ผล บางครั้งยอมโอนอ่อนผ่อนตามมันไปเหมือนต้นอ้อกลางพายุ ใช้สติเฝ้าติดตาม รอจนกระทั่งมันอ่อนกำลังลงไปเอง
หลักการก็คือปล่อยใจให้เป็นอิสระ เหมือนโครงสร้างเสากลางของเจดีย์โบราณที่โยกไปมาได้
ขยะทั้งหลายในใจก็เหมือนตะกอนในแก้วน้ำที่ถูกเขย่า มองให้ดี มองให้นานพอ มันก็จะตกลงมานอนก้นเอง ก็เช่นเดียวกับหลักฟิสิกส์ สรรพสิ่งล้วนเสื่อมสลาย ไม่มีอะไรที่สามารถดำรงอยู่ตลอดกาล รวมทั้งอารมณ์ ดังนั้นไม่ต้องคิดกำจัดตะกอนแห่งจิตใจ ปล่อยให้มันแกว่ง ใช้สติตามการแกว่งไกวให้ทัน
แล้วตะกอนเหล่านั้นก็จะนอนก้นอีกครั้ง และแก้วน้ำแห่งจิตก็จะสดใสอีกครั้ง
วินทร์ เลียววาริณ
29-5-26จาก สองปีกของความฝัน
46 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 170 บาท = บทความละ 3.69 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/88/สองปีกของความฝัน
ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.2082697073283951 วันที่ผ่านมา -

ญาติสนิทคนหนึ่งของผมไม่เคยพูดคำหยาบ แต่ในช่วงหนึ่งภรรยาของเขาสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสามีว่าเขาเริ่มใช้คำว่า ‘แม่ง’ ต่อท้ายประโยคบ่อย ๆ เมื่อถามว่าทำไม เขาเองก็แปลกใจเพราะไม่เคยรู้สึกตัวว่าตนเองเอ่ยคำนั้น แต่ก็นึกได้ว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากเขาย้ายไปทำงานที่ใหม่ นั่งติดเพื่อนร่วมงานผู้สบถคำ ‘แม่ง’ ทุกประโยค ผ่านไปหกเดือน เขาก็ติดคำสบถนั้นมาโดยไม่รู้ตัว
นี่คือ ‘แรงดึงดูด’ ที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ใกล้กัน
เคยสังเกตไหมว่า เวลาใครบางคนในห้องผิวปากเพลงสักเพลง บางเวลาในวันนั้น คุณอาจเผลอฮัมเพลงนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
เรามักเห็นสามีภรรยาหลายคู่ที่ดูเหมือนกิ่งทองใบหยก คือมีกิริยานิสัยต่าง ๆ คล้ายกันมาก ความจริงแล้วต่อให้คู่ครองที่เคยมีนิสัยใจคอต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่ออยู่ร่วมกันระยะหนึ่ง ก็มัก ‘จูนเครื่อง’ เข้าหากัน ปรับตัวจนในที่สุดต่างคนต่างก็ติดนิสัยของอีกฝ่ายมา ทำให้ดูเหมือนว่ารู้ใจกัน นี่คือ ‘แรงดึดดูด’ ที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ใกล้กัน
หากคนสองคนมีนิสัยใจคอโดยพื้นฐานเป็นคนดี การถูกแรงดึงดูดเข้าหาก็เป็นเรื่องดี ทว่าถ้าคบหาคนชั่วร้าย ก็จะติดนิสัยพฤติกรรมไม่ดีมา เริ่มที่จิตใต้สำนึก แล้วค่อย ๆ แพร่ไปยังจิตสำนึก นานวันเข้าก็กลายเป็นตัวตนของเขาผู้นั้นไป
คนโบราณจึงย้ำนักย้ำหนาว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
แรงดึงดูดของความชั่วนั้นทรงพลังยิ่ง ต่อให้คนที่มีสติก็อาจถูกดูดเข้าไปหาง่ายดาย
ผู้ใหญ่ยังสอนว่า การเกลือกกลั้วกับคนเลวก็เหมือนการจับถ่านไฟ ยามร้อนแดงก็ไหม้มือ เมื่อเย็นก็เปื้อนดำ ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างไร
มีแต่เสียกับเสีย
เล่นกับงู สักวันเมื่อเผลอก็ถูกงูกัด
ในสังคมที่คนจำนวนมากใช้ความโลภเป็นเข็มทิศนำทาง ใช้ความเห็นแก่ตัวเป็นไฟฉาย โอกาสที่เราจะเห็นกงจักรเป็นดอกบัวนั้นเกิดขึ้นง่ายมาก เห็นคนชั่วร่ำรวย คนโกงบ้านโกงเมืองมีข้าวของมากมาย ทั้งยังไม่ต้องรับกรรมจากกฎหมาย นาน ๆ เข้า มโนธรรมและความรู้สึกสำนึกชั่วดีก็สั่นคลอนได้ การเห็นคนทำชั่วได้ดีอาจทำให้เราเกิดโมหะอยากทำชั่วบ้าง เริ่มที่ระดับจิตใต้สำนึก สะสมนานวันเข้า วันหนึ่งก็เปลี่ยนใจหันมาทำชั่ว
ผู้หญิงโสเภณีร้อยละร้อยไม่เคยคิดขายตัวมาก่อน แต่เมื่อคลุกคลีกับเพื่อน ๆ ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นจากการขายตัว ไม่นานก็อาจเปลี่ยนใจ ด้วยข้ออ้างอมตะว่า “ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้น” หรือ “นิดเดียวเท่านั้นน่า” หลายคนไม่เคยคิดจะถ่ายภาพนู้ด แต่เมื่ออยู่ใกล้แรงดึงดูดที่ทรงพลังพอ ก็เปลี่ยนใจได้ไม่ยากเย็น
นี่คือกฎของแรงดึงดูด
แรงดึงดูดแบบนี้ทำงานเป็นลูกโซ่ กระทบต่อกันไปทีละห่วง สังคมที่มีคนเลวมากกว่าคนดี ไม่ช้านานก็ทำให้คนส่วนใหญ่เน่าไปด้วย
การต้านแรงดึงดูดด้านลบไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมั่นคงทางจิต มีสำนึกที่ดีทั้งต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และกำลังใจอันเข้มแข็ง
เห็นหมากินขี้ก็ไม่ต้องกินขี้ตามหมา
หลุดจากแรงดึงดูดด้านลบได้เมื่อไร ถึงจะไม่ร่ำรวย ไม่มีข้าวของมากเหมือนคนอื่น แต่ก็ได้ของตอบแทนมาหนึ่งอย่างคือรสชาติของชัยชนะเหนือจิตที่ใฝ่ต่ำ และมันจะกลายเป็นแรงดึงดูดที่ดี ดึงให้คนรอบตัวเป็นคนที่มีคุณค่าไปด้วย
และในโลกนี้ มีกุศลใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการเปลี่ยนคนอื่นให้เป็นคนมีค่า?
วินทร์ เลียววาริณ
28-5-26บางท่อนจาก ชีวิตคือปาฏิหาริย์!
36 บทความกำลังใจ
175.- บทความละ 4.8 บาท
https://www.winbookclub.com/store/detail/103/ชีวิตคือปาฏิหาริย์!ทำไมควรซื้อหนังสือเล่มนี้: https://www.facebook.com/photo/?fbid=1207283390760350&set=a.208269707328395
2 วันที่ผ่านมา -

หลังบ้านผมเป็นสนามฟุตบอลของการรถไฟฯ เป็นพื้นที่รกร้าง การรถไฟฯจึงทำเป็นสนามฟุตบอลให้ชาวเมืองใช้ แต่มีคนเล่นฟุตบอลประปราย และนาน ๆ ทีจะมีเกมใหญ่ เวลาส่วนใหญ่สนามฟุตบอลเป็นที่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่และวัวของชาวบ้าน
พื้นที่รอบสนามฟุตบอลปลูกต้นไม้เปลี่ยนชนิดไปเรื่อย ๆ ช่วงผมเป็นเด็ก มีต้นหูกวางขนาดใหญ่สูงมาก ใบหูกวางร่วงเกลื่อนพื้น ต้นหูกวางนี่เองกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมใช้เป็นองค์ประกอบในเรื่องสั้น สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง
ที่มุมหนึ่งมีต้นฝรั่งที่บ้านหลังใดหลังหนึ่งปลูกไว้ ออกลูกเต็มต้น แต่รสชาติไม่เป็นสับปะรด (แน่ละซี ก็มันเป็นฝรั่งนี่นา!)
ต่อมาแม่ผมปลูกต้นหลิวเป็นแถวริมสนามฟุตบอล สาเหตุก็เพราะมีคนบอกว่ารากต้นหลิวต้มกับถั่วแดงรักษาโรคดีซ่านได้ แม่จึงขอพันธุ์จากคนที่เดินทางมาจากเมืองจีน ปรากฏว่ามันขึ้นงอกงามในดินหาดใหญ่ มันโตจนสูงพอสมควร ต้นหลิวทำให้บรรยากาศสนามฟุตบอลดูดีขึ้น
แต่เช่นเดียวกับต้นไม้อื่น ๆ ไม่ช้าไม่นานต้นหลิวก็หายไป
ใกล้บ้านเราปลูกต้นหางนกยูงก็เติบโต ออกดอกแดงสะพรั่งตามฤดูกาล
ต่อมาเราก็ปลูกต้นหม่อน เติบโตออกลูกดกทั้งปี บางทีก็เรียกให้เพื่อนบ้านมาเก็บกิน ผลก็คือปากและลิ้นดำเป็นแถว
สนามฟุตบอลมีสัตว์หลายชนิดโผล่มาหา นาน ๆ ทีก็มีงูมา ค้างคาวก็บินมาเยี่ยมเป็นระยะ เคยเห็นนกนางแอ่นซึ่งน่าจะหลงทางมาจากทะเลสาบสงขลา
นกนางแอ่นตัวนี้เองเป็นแรงบันดาลใจให้ผมใช้เป็นองค์ประกอบเรื่องสั้น รักกันหนึ่งร้อยปี
............................
“ลูกรู้ใช่ไหมว่าทำไมลูกมีชื่อว่า เฟยเยี้ยน ?”
แน่ละฉันรู้ แม่เคยเล่าว่าตอนที่ฉันยังอยู่ในท้องแม่ นกนางแอ่นตัวหนึ่งบินมาทำรังใต้หลังคาบ้านเรา ไม่รู้ว่ามันหลงมาจากทะเลได้อย่างไร และทำไมจึงคิดว่าใต้หลังคาเป็นถ้ำที่มันทำรัง แต่วันหนึ่งมันก็คงคิดได้และบินจากไป มันส่งเสียงร้องเหมือนลาแม่ขณะที่ฉันถีบแม่เบา ๆ ราวกับรับรู้เสียงนกนางแอ่น แม่จึงตั้งชื่อฉันว่า เฟยเยี้ยน แปลว่า นางแอ่นบิน ............................
สนามฟุตบอลยังอุดมด้วยแมลง มีแมลงปอมากมายหลายสายพันธุ์ แต่ที่ผมชอบที่สุดคือหิ่งห้อย พวกมันออกมาท่องราตรีกันเป็นฝูง ไฟในตัวส่องสว่างไปรอบ เราก็จับมันใส่ถุง ใช้แทนโคมไฟ ความสว่างเทียบได้กับหลอดไฟ 0.05 วัตต์กระมัง! แต่เป็นไฟที่โรแมนติกที่สุดในโลก
นอกเหนือจากสัตว์ขาจร ก็มีขาประจำ ได้แก่สัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ไก่ เป็ด วัว แพะ
ใช่ ชาวบ้านปล่อยวัว แพะ เล็มหญ้า แล้วทิ้งขี้ไว้ดูต่างหน้าให้หายคิดถึง มันก็เป็นปุ๋ยธรรมชาติ
แต่มันก็เป็นอันตรายเช่นกัน
เปล่า ไม่มีใครอุตริไปกินขี้วัวจนท้องเสีย หรือขี้วัวทำให้เกิดโรคระบาดใด ๆ แต่วันหนึ่งในช่วงตรุษจีน เจ้าตี๋ที่อยู่บ้านติดสนามฟุตบอลเหมือนกัน อุตริปักประทัดตรุษจีนบนกองขี้วัว แล้วจุดไฟ
ตอนนี้เหมือนฉากในหนังการ์ตูน Tom & Jerry ประทัดเกิดด้านขึ้นมา เจ้าตี๋ก็เดินไปตรวจดูประทัด ปรากฏว่าเกิดระเบิดเสียงกึกก้อง ขี้วัวสด ๆ สาดเต็มหน้าเจ้าตี๋
เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงระเบิดหัวเราะของเด็ก ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์
เอาละ นอกจากไก่ เป็ด วัว แพะแล้ว ก็มีปลา
หาดใหญ่ยุคนั้นเป็นเมืองสายฝน เมื่อฝนตกหนัก น้ำก็ท่วมสนามฟุตบอล จนแปลงสนามเป็นบึงขนาดย่อม มีสัตว์น้ำว่ายเวียนอย่างสบายใจ ทั้งปลาช่อน ปลาหมอ ปลาไหล กุ้ง เขียด กบ อึ่งอ่าง คางคก ว่ายน้ำอย่างเสรีและเป็นสุข
ฝูงแมลงปอและแมลงหลายชนิดบินเรี่ยบนผิวน้ำใสเหนือสนามฟุตบอล บางตัวเกาะบนแผ่นน้ำ แลดูไม่เหมือนสนามฟุตบอลใด ๆ ในโลก
แน่นอน บรรดาเด็ก ๆ และชาวบ้านก็พากันไปจับปลากลางสนามฟุตบอล
ในสายตาของเด็กน้อย ผมมองภาพนั้นแล้วตั้งคำถามมากมาย จินตนาการไปไกล ผมนึกไม่ออกจริง ๆว่า ปลาเหล่านั้นโผล่มาจากไหน ในเมื่อสนามฟุตบอลไม่ได้อยู่ติดแม่น้ำลำคลองสายใด
ภายหลังผมก็ได้คำตอบว่า คูริมสนามเชื่อมกับคลอง เมื่อน้ำในคลองเอ่อท้นท่วมตลิ่ง น้ำคลองก็เชื่อมกับสนามฟุตบอลไปโดยปริยาย ฝูงปลาน้อยใหญ่ก็เปลี่ยนบรรยากาศไปเล่นฟุตบอล นอกจากนี้บางทีอาจมีไข่ปลาหมอ ปลาไหลฝังใต้สนามฟุตบอล ชอนไชออกมาเมื่อน้ำท่วม
และเช่นเดียวกับภาพอื่น ๆ ของสนามฟุตบอลที่ผมเห็นและนำไปเขียนเรื่องสั้น ฉากน้ำท่วมสนามฟุตบอลนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนสารคดีวิทยาศาสตร์เรื่อง ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เปรียบสนามฟุตบอลเป็นโลกและจักรวาล ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอลก็คือชีวิตต่าง ๆ ที่ปรากฏบนโลกเรา มันมาได้อย่างไรก็ไม่รู้
นี่ก็ทำให้น่าขบคิดว่า เราทุกคนปรากฏและอาศัยอยู่ใน ‘สนามฟุตบอล’ แห่งดาราจักรนี้เพียงช่วงสั้น ๆ และในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรายังว่ายใน ‘สนามฟุตบอล’ เราทำอะไรบ้าง
วินทร์ เลียววาริณ
27-5-26(ภาพวาดสนามฟุตบอลมองจากหลังบ้านผู้เขียน หลังฝนตกใหญ่ 70 ซม. x 100 ซม., สีอะคริลิก วาดเมื่อ 29 กรกฎาคม 2552)
.........................
บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
2 วันที่ผ่านมา -

ช่วงนี้มีเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีเรื่องอยากเขียน แต่ไม่สามารถเขียน เพราะมันจะยาว
ประการหนึ่ง ไม่อยากคีย์ข้อความนานๆ มันกระทบแผล
ประการหนึ่ง เขียนไปแล้วอาจของขึ้น มันกระทบต่อการพักฟื้น
เอาเรื่องเบาหน่อยที่เขียนไว้แล้วมาลงดีกว่า
ก็คือเรื่องชุด บุปผาสวรรค์ เล่าค้างถึงตอนที่นักร้อง สรวง สันติ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2525
เชิญอ่านต่อ
.....................
ความตายของ สรวง สันติ นั้นเป็นข่าวใหญ่ช็อกวงการ และเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของเมืองไทย แต่อีกคนหนึ่งที่เสียชีวิตพร้อมกันคือ เอื้อ อารีย์ ก็เป็นความตายที่เปลี่ยนวงการเช่นกัน
หมอเอื้อ อารีย์ ชื่อจริงคือ วิรวด ปานเจริญ เจ้าพ่อวงการลูกทุ่งคนหนึ่ง มีชื่อเสียงว่าเป็น ‘นักเชียร์แผ่น’
เอื้อ อารีย์ เป็นนักธุรกิจด้านเพลงลูกทุ่ง เป็นผู้สร้างนักร้องดังหลายคน ตัวเขาเองเป็นนักแต่งเพลง เจ้าของบริษัทเทปและแผ่นเสียง ตรา ‘เอื้อ อารีย์ เจ้าเก่า’
นอกจากเป็นนายทุน ยังเป็นนักแต่งเพลง เขาเป็นคนแต่งเพลง จ้ำม่ำ ให้ ชาย เมืองสิงห์ ร้อง
“จ้ำม่ำเสียจริงนะน้องเอ๋ย ไม่เคยเห็นใครจ้ำม่ำเท่า
หยาดเยิ้มหยดย้อยไม่เบา อกตั๋นเต่งตึงเอวเว้า
จ้ำม่ำไม่เบา น้องเข้าตำรา”เอื้อ อารีย์ เป็นคนลงทุนสร้างวงให้ แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ เดินสายจนเป็นนักร้องดัง แต่ในวงการเพลงลูกทุ่ง นอกจาก เอื้อ อารีย์ แล้ว ก็มีนายห้างอีกหลายคน รวมทั้งนายห้าง ประจวบ จำปาทอง
เอื้อ อารีย์ กับนายห้าง ประจวบ จำปาทอง เป็นคนที่ผลักดันให้นักร้อง เสรี รุ่งสว่าง ได้เกิด เริ่มจากเพลง จดหมายจากแม่ แต่งโดย ชลธี ธารทอง
.........................
คนในวงการเพลงลูกทุ่งตอนนั้นย่อมคุ้นเคยกับชื่อ ประจวบ จำปาทอง คลุกคลีกับวงการมานาน เคยเป็นนักร้อง โฆษก และเป็นคนจัดรายการประกวดร้องเพลง ชุมทางคนเด่น ในยุคนั้น
ประจวบ จำปาทอง ชื่อจริงคือ ประจวบ จันตตานนท์ ชาวนครพนม อยากเข้าไปเสี่ยงโชคในเมืองหลวง แต่พ่อแม่ไม่ให้ไป จึงหนีไปตัวคนเดียว
นั่นคือปี 2497 เขาเข้ากรุงด้วยเงินไม่กี่สิบบาท หลังจากนั้นก็พยายามหางานทำ แต่ไม่มีงาน จึงไปเป็นลูกจ้างอยู่โป๊ะเรือที่จังหวัดชลบุรี ได้เงินเดือน 100 บาท ต่อมาไปทำงานที่โรงโม่ เก็บหอมรอมริบได้เงินก้อนหนึ่ง ก็ไปกรุงเทพฯอีกครั้ง ทำงานเป็นจ๊อกกี้ม้าแข่งที่คอกของ อุดม ประพันธเสน
ห้าปีต่อมาก็ไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยเงินทุนตัวเอง ศึกษางานด้านเครื่องสำอาง
หลังจากกลับจากญี่ปุ่น เข้าวงการเพลง ร่วมวงกับ พร ภิรมย์ และเข้าวงจุฬารัตน์ ทำงานเป็นโฆษกของวง
หลังจากนั้นก็มาทำรายการวิทยุที่สถานีวิทยุ ททท.สี่แยกคอกวัว เริ่มมีชื่อเสียง จึงตั้งบริษัทจำปาทอง นำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ อาศัยรายการวิทยุช่วยโปรโมตสินค้า ประสบความสำเร็จ
สมัยนั้นใคร ๆ ก็เคยได้ยินชื่อสินค้า แป้งน้ำจำปาทอง ครีมเซฟจากอเมริกา น้ำหอมแห้งเอเธนส์ เครื่องสำอางกวนอิม
ขณะเดียวกันก็รับงานโฆษณากับวงดนตรี ประกวดร้องเพลง สร้างค่ายเพลงร่วมกับหมอเอื้อ อารีย์ และ ปรีชา อัศวฤกษ์นันท์ สร้างนักร้องหลายคนในสังกัด เช่น สายัณห์ สัญญา สรวง สันติ เพลิน พรหมแดน สุรชัย สมบัติเจริญ ศรชัย เมฆวิเชียร แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ คัมภีร์ แสงทอง ฯลฯ
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
26-2-263 วันที่ผ่านมา
