• วินทร์ เลียววาริณ
    3 เดือนที่ผ่านมา

    ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง คนส่วนมากคงตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใคร พรรคไหน นโยบายใด แต่บางคนก็อาจยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะมอง ‘สินค้า’ ที่แต่ละพรรคขายเป็นเพียงพยับแดดลวงตา

    สำหรับเรื่องแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ทั้งสองฝั่งต่างก็ให้เหตุผล  ฝ่ายหนึ่งว่าถ้าไม่รื้อรัฐธรรมนูญ ประเทศพังแน่ เพราะมันสืบทอดเผด็จการ ฯลฯ อีกฝ่ายว่าถ้ามันปราบโกงด้วย จะไปรื้อทำไม ฯลฯ

    ถกแบบนี้ยากจะได้บทสรุป เพราะเป้าหมายและมุมมองต่างกัน หรืออาจมีธงแห่งอคติตั้งไว้ก่อนแล้ว

    นักอ่านหลายคนถามว่าผมจะเลือกพรรคไหน จะกาฉีกหรือไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตบอกแค่วิธีเลือกของผมก็แล้วกัน

    แต่ผมต้องบอกก่อนว่า ผมมีวิธีมองโลกในแบบของผม ผมเป็นพวก pragmatic (เน้นปฏิบัติ) ไม่แคร์ยี่ห้อระบอบ ผมไม่ได้มองโลกแบบ 1 + 1 = 2 แต่ไม่ว่าจะเป็น 1 + 1 = 2 หรือ 1 + 1 = 3 ก็ต้องมีธรรมนำ

    นี่คือจุดยืนและจุดที่ใช้คิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

    อีกไม่ถึงสองเดือน ผมจะมีอายุ 70 ผมผ่านเหตุการณ์การเมืองไทยมานาน ฉากแรกๆ ที่ผมเห็นตอนเด็กก็เป็นการเมืองเข้มข้นแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจจากจอมพล ป. จอมพลถนอมปฏิวัติตัวเอง

    สิ่งที่ผมเห็นตลอดหลายสิบปีนี้วนเวียน ซ้ำซาก จนสรุปได้ดังนี้

    1 นักการเมืองส่วนมากทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและกลุ่มของตน ส่วนน้อยมากทำเพื่อชาติ

    2 ระบบการเมืองเป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง มีการลงทุน มีการซื้อเสียง มีการตลาด มีการคืนทุน มีการแสวงหากำไร

    3 เราใช้โควตาเป็นหลัก จึงค่อนข้างยากที่จะได้มืออาชีพในการปกครอง นานๆ จะโผล่มาสักคนสองคน เช่น ผู้ว่าธนาคารชาติ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นต้น

    4 รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับรัฐบาลจากรัฐประหารส่วนใหญ่เหมือนกัน คือต่างก็บริหารแบบเน้นผลระยะสั้น น้อยรัฐบาลนักที่คิดวางโครงสร้างประเทศในระยะยาว 20-30 ปี

    5 ทั้งระบอบประชาธิปไตยและระบอบเผด็จการต่างก็สามารถทำให้ดีได้ และทำให้เลวได้พอๆ กัน

    ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ผู้นำจากการเลือกตั้งก็สามารถทำลายประเทศได้มโหฬาร บางคนใช้ระบบทุจริตเชิงนโยบาย โกงกินจนบ้านเมืองแทบพัง

    ในทางตรงข้าม ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มือตงฉินที่สุดของแผ่นดิน กลับมาจากระบอบเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อานันท์ ปันยารชุน ก็มาจากคณะ รสช.

    6 เผด็จการรัฐสภาร้ายกว่าเผด็จการรัฐประหาร ทำไม? ก็เพราะคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าอะไรก็ตามที่ผ่านการเลือกตั้งมี ‘ความชอบธรรม’ กว่า ขณะที่เผด็จการรัฐประหารจะถูกด่าเช้าเย็นและถูกตรวจสอบตลอดเวลา โดยเฉพาะจากนานาชาติ จะทำอะไรก็ต้องระวังตัว เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการตกจากหลังเสือ

    ตัวอย่างของเผด็จการรัฐสภาแบบเงียบๆ คือทุจริตเชิงนโยบายทั้งหลาย แบบโฉ่งฉ่างหน่อยก็เช่นการลักหลับในสภาตอนตี 4 พวกนี้มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น

    7 เราอยู่ในกรอบคิดว่า แค่เปลี่ยนกฎบางข้อแล้วประเทศจะดีขึ้นในชั่วข้ามคืน ยกตัวอย่าง เช่น เราสามารถมีนายกฯคนนอกได้มาแต่ไหนแต่ไร จนเมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทุกคนก็โยนความผิดไปที่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร คนเดียว ในเมื่อ พล.อ. สุจินดาเป็นนายกฯคนนอก  ง่ายนิดเดียว ก็แก้กฎหมายให้นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง เท่านี้ประเทศก็เจริญขึ้นทันที!

    8 คอร์รัปชั่นเป็นรากฐานของประเทศ และประชานิยมก็คือคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง

    เหล่านี้คือสิ่งที่ผมเห็นในบ้านเมืองเราในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา

    แล้วจะแก้อย่างไร?

    ก็ต้องปฏิรูประบบ

    แต่ ‘ปฏิรูประบบ’ ในความหมายของผมไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญ มันหมายถึงแก้คน

    ............................

    มองไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์เป็นประชาธิปไตยที่เปลือก เป็นเผด็จการในเชิงปฏิบัติ แต่ลีกวนยูนำพาชาติไปเป็นประเทศชั้นหนึ่งได้เพราะเน้นคนซื่อสัตย์ ไม่เน้นระบอบ

    ลีกวนยูบอกว่า เขาไม่สนใจเลยว่าสิ่งที่เขาทำเรียกว่าระบอบอะไร เขาพูดขำๆ ว่า ไอ้เรื่องทฤษฎีการปกครองนั่น ปล่อยให้พวกนักศึกษาปริญญาเอกไปทำวิจัยก็แล้วกัน ชีวิตจริงมันเป็นอีกเรื่อง

    ลีกวนยูดึงสิ่งที่ดีของทุกระบอบมาใช้ มันไม่สำคัญที่ยี่ห้อระบอบ มันสำคัญที่ว่าประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่ต่างหาก เป้าหมายของการเมืองของเขาคือให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อราษฎร นักการเมืองต้องสะอาดและมีคุณธรรม

    นี่ก็คือ 1 + 1 = 3 ที่มีธรรมนำ

    เมื่อเทียบกับเมืองไทยที่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาหลายสิบฉบับแล้ว แต่ไม่มีฉบับไหนทำให้เราพัฒนาถึงขั้นสิงคโปร์ ทำไม? บางทีคำตอบไม่ได้อยู่ที่กฎ แต่อยู่ที่คนใช้กฎ

    อ่านให้ดี! นี่ไม่ได้บอกว่าไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญ แค่บอกว่าอย่าแก้เพราะไร้เดียงสาว่าแก้แล้วจะทำให้เมืองไทยเป็นสวรรค์ในพริบตา

    ประเด็นที่ผมชี้คือระบอบไม่สำคัญเท่าคน ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปใช้ระบอบอะไร ไม่ว่าจะปกครองด้วยประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี หรืออะไร ประเทศจะดีจะเลวขึ้นกับคน

    และคนจะดีได้ ก็ด้วยจริยธรรม

    เปลี่ยนระบอบโดยคนไร้จริยธรรมร้อยหน ก็พังร้อยหน ตัวอย่างมีนับไม่ถ้วน

    ดังนั้นวิธีเลือกตั้งของผมคือ(พยายาม)เลือกคนที่มีจริยธรรม หรือคนที่พอมีจริยธรรมเหลืออยู่บ้าง

    วิธีหนึ่งที่จะคัดคนไร้จริยธรรมออกไปคือดูพฤติกรรมการโกหก คนที่โกหกหน้าตาย พูดไม่เคยตรงกัน สามารถเปลี่ยนจุดยืน 180 องศาเพื่อให้ได้รับเลือก คือคนที่เราไม่ควรเลือก เพราะในประวัติศาสตร์การเมืองหลายสิบปีของเราชี้ชัดว่า คนโกหกไม่ทำชั่วไม่โกงกินไม่มี

    คนมีกลิ่นตัวเปลี่ยนชุดใหม่อะไร ก็มีกลิ่นตัว

    ท้ายที่สุดแล้ว ผู้อ่านควรมองภาพรวมของประเทศในอีก 10-20-30 ปีข้างหน้า อย่ามองสั้นๆ แค่ 4 ปีของวงจรเลือกตั้ง

    เราเป็นหนี้ลูกหลานเหลนของเราที่จะส่งต่อประเทศไทยในสภาพสมบูรณ์เรียบร้อย ไม่ใช่รัฐล้มเหลว

    วินทร์ เลียววาริณ
    4 กุมภาพันธ์ 2569 / 4 วันก่อนวันเลือกตั้ง

    1
    • 0 แชร์
    • 75
    Regnarts
    ตราบใดที่ให้ "สิทธิลงคะแนน" แบบอัตโนมัติเมื่ออายุถึง โดยที่คนคนนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติ เช่น เป็นทหาร จ่าย ภงด. เป็นอาสาฯให้กับชุมชนที่ตัวเองอยู่ ฯลฯ รับรองได้ว่าประเทศชาติล่มสลายแน่ครับ
    ดูความเห็น 1 รายการ ...

บทความล่าสุด