• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ฮาร์ลาน โคเบน เป็นนักเขียนนวนิยายแนวทริลเลอร์-ลึกลับที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง งานของเขาสร้างเป็นหนังและซีรีส์ ทั้งเวอร์ชั่นอเมริกัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน โปแลนด์ อาร์เจนตินา บางเรื่องก็ดี บางเรื่องก็ธรรมดา

    หนังสือแปลเป็นหลายสิบภาษา ขายไปร่วมร้อยล้านเล่ม

    เฮ้อ! ถอนใจ ขออนุญาตแสดงความอิจฉาหนึ่งนาที

    หลายปีก่อน โคเบนเซ็นสัญญากับ Netflix มูลค่าหลายล้าน (ดอลลาร์ไม่ใช่บาท) นำนวนิยาย 14 เรื่องของเขามาทำเป็นหนัง เริ่มตั้งแต่ปี 2020 มา

    เรื่องล่าสุดที่เพิ่งลง Netflix คือ I Will Find You

    ก่อนจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ ขอเล่าย้อนอดีตเมื่อ 33 ปีก่อน

    ปีนั้นคือ 1993 มีหนังทริลเลอร์เรื่องนี้ที่ไม่เพียงทำเงินถล่มทลาย นักแสดงยังได้รับรางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงสมทบ อาจเป็นครั้งแรกที่หนังแนวนี้ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง

    เรื่องนั้นคือ The Fugitive ตัวเอก (แฮริสัน ฟอร์ด) เป็นนักโทษคดีฆาตกรรมภรรยา หนีการจับกุม ตำรวจศาลหรือ United States marshal (ทอมมี ลี โจนส์) ไล่ล่าไปติดๆ บทสนุก บทพูดสนุก เป็นเรื่องเกี่ยวกับวงการแพทย์

    ทอมมี ลี โจนส์ ได้รับตุ๊กตาทองจากเรื่องนี้ ทำให้เขายินดีปรากฏตัวในภาคต่อ คือ U.S. Marshals (1998) โดยลอกพล็อตเดิมของตัวเอง ทำให้หนังตกหลุมความสำเร็จของตัวเอง

    (สองย่อหน้าต่อไปมีสปอยเลอร์พล็อตนิดหน่อย)

    I Will Find You ก็เป็นเรื่องการตามล่านักโทษ และเกี่ยวกับวงการแพทย์เช่นกัน

    ชายคนหนึ่ง (Sam Worthington) ถูกจับเข้าคุกตลอดชีวิต ข้อหาฆ่าลูกชายวัย 5 หลังจากติดคุกไปห้าปี เขาได้รับข้อมูลว่าบางทีลูกของเขายังไม่ตาย

    หนังแนวนี้มักสร้างตามสูตรสำเร็จ ตัวเอกคือคนที่เราลุ้นให้รอด ตัวเอกมีผู้ช่วยระหว่างทาง ตัวร้ายมักปรากฏตัวเป็นคนดีก่อน ตัวเอกมักถูกนักโทษคนอื่นรังแก เอฟบีไอหรือนักล่าฉลาด ตามรอยนักโทษไปแบบก้าวต่อก้าว มีการใช้ decoy (ตัวหลอก) เป็นระยะ ระหว่างทางต้องมีคนโดนลูกหลงโดนคนร้ายเก็บ แล้วโยนความผิดไปให้พระเอก ตอนท้ายเอฟบีไอพบความจริง ส่วนฉากเซ็กซ์มักไม่จำเป็น (เฮ้อ!)

    หนังแบบนี้สร้างมาบ่อย ถ้าเรื่องดี บทดี ก็รอด แต่ I Will Find You (ฉบับหนัง) ไปไม่ถึง เป็นคนละเกรดกับ The Fugitive แม้ว่าในจุดหักมุม เหตุผลของการก่ออาชญากรรมจะน่าสนใจกว่า The Fugitive ด้วยซ้ำ

    เนื่องจากหนังชุดนี้เดินไปในแนว The Fugitive ทำให้อดเปรียบเทียบกับเรื่องแรกไม่ได้

    ปัญหาคือหนังยาวเกินไป มีน้ำมากกว่าเนื้อ ฉากต่างๆ คลิเช่มาก แต่จุดอ่อนที่สุดคือหนังอิงความบังเอิญทั้งเรื่อง คนนี้บังเอิญอยู่ตรงนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คนนั้นบังเอิญอยู่ตรงนั้น ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น ฯลฯ การใช้ความบังเอิญมากขนาดนี้ทำให้บทหนังอ่อนลง เพราะไม่น่าเชื่อ

    จัดว่าเป็นงานระดับธรรมดาของโคเบน (หมายถึงหนัง เพราะไม่รู้ว่าหนังสือจะดีกว่าหรือไม่)

    ข้อดีคือ แม้ว่าหนังจะอ่อน แต่กลับดูสนุกดี จับเราให้ดูจนจบได้ในเวลาวันกว่าๆ

    ถ้าไม่มีอะไรทำ ก็ดูได้ ยังไงหนังก็ไม่ยืดเท่าเรื่องการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน

    6.5/10
    (ฉายทาง Netflix)

    วินทร์ เลียววาริณ 
    22-6-26

    วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)

    (มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)

    1
    • 0 แชร์
    • 30

บทความล่าสุด