• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    ผมยืนอยู่ที่ริมสนามฟุตบอล มองดูภาพเบื้องหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ยกกระเป๋าเดินทางออกไปวางไว้นอกบ้าน และไปลาแม่ แม่ไม่ได้พูด ไม่ได้ร้องไห้ แต่ความรู้สึกห่วงใยของแม่ฉายชัดในนัยน์ตาคู่นั้น

    ที่ริมหน้าต่างครัว มดสองสามตัวกำลังขนเมล็ดข้าวเดินทาง ผมก็กำลังเดินทาง อย่างที่พ่อบอก สักวันหนึ่งทุกคนต้องเดินไปตามทางของตัวเอง

    ผมกำลังไปที่สถานีรถไฟ เดินทางจากบ้านเกิดริมสนามฟุตบอลไปยังเมืองหลวงเป็นครั้งแรก

    ผมไม่เคยเดินทางไกลจากอ้อมอกแม่เช่นนี้มาก่อน แม้เราไม่ได้มีฐานะดี แต่ตลอดหลายปีนี้ อาหารทุกมื้อ เสื้อผ้าทุกตัวที่แม่ตัดเองไม่เคยขาดตกบกพร่องแม่เตรียมทุกอย่างพร้อมเสมอ แม้แต่การเก็บข้าวของใส่กระเป๋าสำหรับการเดินทางในวันนี้ ยังจัดการล่วงหน้าถึงสิบวัน

    นึกถึงมดที่กำลังขนเมล็ดข้าวเดินทาง มันกลับรัง ผมจากรัง

    เดินลัดสนามฟุตบอลไปยังสถานีรถไฟ พื้นที่สนามสีเขียวนี้เป็นสมบัติของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ผมรู้สึกเสมอว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน

    รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีเวลา 12.47 น. เป็นบทที่หนึ่งของการเดินทางสู่โลกกว้าง แม้ว่าผมเคยแอบหนีไปเที่ยวในบางจังหวัดใกล้เคียง แต่ครั้งนี้เป็น ‘การเดินทาง’ ที่แท้จริง

    ผมเงียบตลอดการเดินทาง รู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนทารกน้อยที่กำลังออกจากท้องแม่ มองป้ายชื่อสถานีต่าง ๆ สะพาน อุโมงค์ลอดถ้ำ รอยตัดถนน ทุ่งนา บ้านเรือน เสาไฟฟ้า ไม่จบสิ้น ระยะทางระหว่างสองเมืองนี้ห่างไกลกันมากเหลือเกิน การเดินทางโดยใช้รางเหล็กคู่ เป็นเครื่องมือในสมัยนั้นกินเวลาถึงสิบแปดชั่วโมง บางครั้งก็ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง เหมือนการเดินทางไปสู่อนันตกาล

    วันรุ่งขึ้นเมื่อรถไฟเทียบสถานีเมืองหลวง ผมก็ก้าวเข้าสู่สเกลของเมืองแปลกหน้าที่ใหญ่กว่าบ้านเกิดหลายเท่าตัว

    หลังจากเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 ซึ่งเป็นชั้นเรียนสูงสุดในหาดใหญ่เวลานั้น ผมมีสองทางที่จะเดิน หนึ่งคือเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4-5 สองคือทำงานช่วยพ่อ

    ว่าก็ว่าเถอะ ผมไม่มีปัญหากับการทำงาน เพราะไม่เคยคาดหวังอะไรในชีวิต ผมเคยหวังว่าจะได้เรียนชั้นมหาวิทยาลัย โลกของผมก็คือเมืองเล็กที่ผมเกิด ผมอยู่ต่อไปได้

    แต่ดูเหมือนพ่อตัดสินใจให้ผมเรียนต่อ ก็เป็นภาคบังคับที่จะต้องเข้ากรุงเทพฯ จุดเดียวที่มีการศึกษาเกินชั้น ม.ศ. 3

    ผมเข้าสอบคัดเลือก และสอบเข้าได้โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โรงเรียนน้องของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

    เวลานั้นโรงเรียนบดินทรเดชาเพิ่งมีอายุได้สามปี ยังไม่มีที่เรียนของตนเอง สองปีแรกใช้ห้องเรียนของโรงเรียนเตรียมฯ ถนนพญาไท

    เสื้อนักเรียนปักอักษรย่อ บ.ด. และกลัดเข็มพระเกี้ยวเหนืออักษร ขณะที่นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากลัดแค่เข็มพระเกี้ยว

    ปีที่ผมเข้าเรียน โรงเรียนก่อสร้างตึกเรียนใหม่เสร็จ ตั้งอยู่ที่ถนนลาดพร้าว ผมจึงเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่ไปเรียนที่ลาดพร้าว

    เวลานั้นถนนลาดพร้าวสภาพยังไม่เป็นถนนจริง ๆ ตลอดทางเป็นดินแดง ในฤดูร้อนฝุ่นแดงฟุ้งไปทั่วเมื่อรถผ่าน ในฤดูฝน มันก็กลายเป็นหลุมบ่อเกรอะกรัง

    โรงเรียนไม่มีรั้ว มันตั้งอยู่กลางทุ่ง ใครคิดจะหนีเรียนก็จะพบว่าไม่มีอะไรที่นั้นเลยจริง ๆ

    ผมผ่านสองปีนั้นเงียบ ๆ ในโรงเรียน นักเรียนทุกคนเรียนจริงจัง ประพฤติดี เรียบร้อย ไม่มีนักเรียนเหลวไหลเลยสักคนเดียว หลายคนเป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนผม ต้องการชีวิตที่ดีกว่าเช่นกัน ดังนั้นทุกคนจึงเรียนหนัก ตั้งเป้าจะสอบเข้าคณะดี ๆ ในมหาวิทยาลัย

    ตลอดชีวิตนักเรียนนักศึกษา นักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชายุคนั้นเป็นนักเรียนที่เรียนจริงจังที่สุด

    เมื่อเรียนชั้น ม.ศ. 5 ผมเห็นประกาศประกวดเรียงความ คำขวัญ และโปสเตอร์ เนื่องในโอกาสปีประชากรแห่งโลก พ.ศ. 2517 ผมส่งงาน โปสเตอร์เข้าประกวด ได้รับรางวัลที่ 2 (ปีนั้นไม่มีรางวัลที่ 1) ได้รับเงินรางวัล 1,500 บาท อาจารย์ใหญ่โรงเรียนคือ คุณหญิงพรรณชื่น รื่นศิริ พาผมไปรับรางวัลที่กระทรวงศึกษาธิการ

    มันเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่ง มันทำให้ผมเกิดความหวังว่า บางทีตนเองอาจจะเลือกเรียนสายศิลปะได้ ซึ่งอาจจะคิดช้าไปนิด เพราะหากอยากทำงานเป็นนักวาด ไม่ควรเรียนต่อชั้นเตรียมอุดมศึกษาสายวิทย์ แต่ควรไปเรียนเพาะช่างเลย น่าจะดีกว่า อาจารย์ที่ปรึกษาก็ไม่สนับสนุนให้นักเรียนสายวิทย์เลือกคณะวิชาสายศิลป์ อย่าว่าแต่สายจิตรกรรม แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกว่าน่าจะไปลอง

    ผมใช้เวลาตลอดปีชั้น ม.ศ. 5 เตรียมสอบเอนทรานส์ ผมรู้มานานแล้วว่าผมจะสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ไม่ใช่เพราะอยากสร้างบ้าน แต่เพราะอยากวาดรูป สมัยนั้นยังไม่มีคณะวิชาด้านศิลปะมากมาย คณะสถาปัตย์ฯกับคณะจิตรกรรมฯน่าจะใกล้โลกที่ผมอยากเข้าไปที่สุด

    เมื่อเรียนจบชั้น ม.ศ. 5 ก็ไปสอบเอนทรานส์เข้ามหาวิทยาลัย ผมเลือกคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เป็นอันดับ 1 อันดับ 2 ผมเลือกคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

    เมื่อเลือกทั้งคณะสายวิทย์และศิลป์แบบนี้ ก็ต้องสอบรวมสิบสามวิชา

    วันที่ผมไปสอบวิชาวาดรูปที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเป็นเด็กนักเรียนชั้นเตรียมอุดมคนเดียวที่ไปสอบวาดรูป ผู้สอบที่เหลือทั้งหมดมาจากสายเพาะช่าง

    ทว่าหลังจากเตรียมสอบเข้มข้นมาทั้งปี เมื่อถึงวันสอบคัดเลือก ผมไม่ค่อยมีความกังวลอะไร สอบไปทีละวิชาจนครบ 13 วิชา แล้วกลับบ้านเกิดไปรอฟังผลสอบ

    วินทร์ เลียววาริณ
    23-6-26

    บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต

    เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากShopee https://s.shopee.co.th/3B4WYil0CG 

    สั่งจากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี 
    ท่านที่สั่งซื้อหนังสือจากเว็บ หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ

    1
    • 0 แชร์
    • 10

บทความล่าสุด