• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    หายไปหลายอาทิตย์ มัวแต่ยุ่งกับเรื่องอื่นๆ วันนี้มาโม้เรื่องโรงหนังต่อ

    จะเล่าประสบการณ์ดูหนังของผมในยุค 50 ปีก่อน สมัยที่โรงหนังยังเป็นแบบ stand alone

    สุภาษิตจีนบอกว่า หากเหลือเงินสองเหรียญ เหรียญหนึ่งให้ซื้ออาหาร อีกหนึ่งเหรียญจงซื้อดอกไม้ ด้วยนัยว่าชีวิตนอกจากต้องอิ่มกายแล้ว ยังควรอิ่มใจด้วย

    สุภาษิตของผมในสมัยวัยรุ่นคือ หากเหลือเงินสองเหรียญ เหรียญหนึ่งให้ซื้ออาหาร อีกเหรียญหนึ่งให้ดูหนังความอิ่มใจของผมคือการเสพภาพยนตร์!

    เมื่อผมเดินทางมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ในวัย 17 วิถีชีวิตอย่างหนึ่งของผมที่เปลี่ยนไปก็คือการดูหนัง สมัยเมื่ออยู่ที่ต่างจังหวัด โรงหนังมีจำกัด จำนวนภาพยนตร์ก็น้อย ครั้นพบว่ากรุงเทพฯอุดมด้วยโรงหนัง ผมก็กลายเป็น 'วัยรุ่นใจแตก' เสพติดการดูหนัง เช่นที่ห้ามใจมิให้อ่านนิยายในห้องเรียนไม่ได้

    การดูหนังในสมัยห้าสิบปีมาแล้วไม่ใช่เรื่องที่ทำได้สะดวกเช่นการดูดีวีดีเถื่อนในสมัยนี้ สำหรับผมหมายถึงการเดินทางออกจากบ้านด้วยรถเมล์ไปโรงภาพยนตร์ หากเป็นโรงหนังที่ไกลออกไป เช่น ฝั่งธนฯ หรือบางซื่อ ก็ต้องนั่งรถเมล์หลายทอด

    ผมไม่เคยนึกฝันว่ากรุงเทพฯมีโรงหนังมากเช่นนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรงหนังแบบ 'ยืนเดี่ยว' (stand alone) ชื่อโรงหนังยุคนั้นมักลงท้ายด้วยคำว่า รามา,เธียเตอร์ เป็นหลัก หลายโรงหนังนิยมใช้ชื่อเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในโลก เช่น เอเธนส์(พญาไท), นิวยอร์ค (สะพานควาย), ปารีส (สะพานขาว), ชิคาโก (เฉลิมพันธ์), ลอนดอน (สุขุมวิท), ลาสเวกัส (จรัญสนิทวงศ์) เป็นต้น

    ค่าดูหนังในโรงชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯเมื่อห้าสิบปีก่อน เรื่องละ 10, 15, 20, 25, 30 บางโรงสูงสุดที่ราคา 40 บาท ขณะที่ราคาข้าวแกงจานละ 5-10 บาท (สมัยนั้นน้ำเปล่าฟรี) ที่นั่งชั้นสิบบาทมักมีเพียง 1-2 แถว ตามมาด้วย 15 บาทอีกสัก 2-3 แถว ดังนั้นเมื่อมีเงินน้อยแต่ชอบดูหนัง ทุกครั้งจะไปซื้อตั๋วแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ได้ที่นั่งดี

    อย่างไรก็ตาม ผมค้นพบด้วยความรื่นรมย์ว่า กรุงเทพฯมีสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่เจ็ดของโลก นั่นคือ 'โรงหนังชั้นสอง' เป็นขวัญใจคนเบี้ยน้อย ส่วนใหญ่ฉายหนังสองเรื่องควบในราคาประหยัด บางโรงก็ฉายถึง 3-5 เรื่องควบ คุ้มกว่าคุ้ม

    ราคาตั๋วโรงหนังชั้นสองมีหลายราคา เช่น 10, 12.50, 15, 20 บาท มักแบ่งชั้นตามโครงสร้างของโรงหนัง เช่น ชั้นล่าง 10 บาท ชั้นบน 20 บาท เป็นต้น เมื่อเทียบกันแล้ว ก็ยังประหยัดกว่าการดูหนังในโรงชั้นหนึ่งมาก

    โรงหนังชั้นสองขายตั๋วทั้งวันไม่มีเวลาเฉพาะ เนื่องจากคนเข้าออกตลอดเวลา บ่อยครั้งผมเดินเข้าโรงหนังดูหนังกลางเรื่อง แล้วค่อยดูต้นเรื่องเมื่อมันเวียนมาถึงอีกรอบ

    โรงหนังชั้นสองสมัยนั้นเป็นโรงที่สะอาด ที่นั่งหุ้มเบาะอย่างดี หลายโรงยังไม่เปลี่ยนไปฉายหนังโป๊เหมือนปัจจุบัน โดยทั่วไปเริ่มฉายหนังเรื่องแรกเวลาสิบโมงเช้า เรื่องที่สองราวเที่ยง หลังจากนั้นก็มีโฆษณาบ้างตามสมควร ก่อนเริ่มฉายเรื่องแรกอีกที ไล่ไปเรื่อย ๆ ยันเที่ยงคืน

    บ่อยครั้งที่หนังฉายไปได้ครึ่งเรื่อง ภาพบนจอก็ดับวูบ พร้อมตัวอักษร "ขออภัย หนังมาไม่ทัน" คนดูก็ต้องทำใจ เพราะหนังในโรงชั้นสองมักเป็นหนังวิ่ง ฉายหลายโรง มีเด็กขี่มอเตอร์ไซค์วิ่งรอก นำม้วนหนังจากโรงหนึ่งไปอีกโรงหนึ่ง ในโปรแกรมที่สนุกมากและถูกขัดจังหวะ คนดูก็ส่งเสียงตะโกนลั่นโรงว่า "ฉายซักทีสิโว้ย!" ด้วยความหงุดหงิด

    ก็น่าจะหงุดหงิดจริง กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม มาขัดจังหวะเสียได้!

    ตั๋วโรงหนังชั้นสองไม่มีเลขที่นั่ง จะนั่งที่ใดก็ได้ จะเข้าออกเวลาใดก็ได้ จะดูกี่เที่ยวก็ได้ นี่จึงเป็นช่องโหว่ที่ทำให้โรงหนังชั้นสองใช้ตั๋วเดิมที่เก็บจากคนดูไปขายซ้ำ เรียกว่า ตั๋วเวียน เหตุผลง่าย ๆ ก็เพื่อเลี่ยงภาษี คนดูก็ไม่ว่าอะไร ในเมื่อไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตั๋วนั้นอยู่แล้ว แต่ทางราชการไม่ชอบใจ

    ไม่นานเกินรอรัฐบาลก็แก้ลำโดยการออกตั๋วหนังแบบ 'หวยภาพยนตร์' นั่นคือ หางตั๋วหนังทุกใบสามารถนำไปตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ หากเลขท้ายตรงกับรางวัลของหวยรัฐ ก็เอาไปขึ้นเงินได้ 500 บาท เมื่อเป็นเช่นนี้คนดูก็ไม่ยอมให้โรงหนังเก็บตั๋วของตนไปขายเวียนอีก

    วินทร์ เลียววาริณ
    3-11-26

    (ป.ล. รูปทั้งหมดนี้ผมตระเวณถ่ายไว้ก่อนโรงหนังโดนทุบทิ้ง)

    1
    • 0 แชร์
    • 15
    Regnarts
    เด็กบ้านนอกเข้ากรุงปี '29 ก็ได้ดูโรงหนังชั้นสองที่ฉาย 2 เรื่องควบเหมือนกัน แถวหอพักที่มีก็ นครนนท์ นนทบุรีรามา(แต่ก๊วนผมเรียกนนทบุรีลามกเพราะหนังที่ฉายส่วนใหญ่นั้น😅) และศรีพรสวรรค์ เสียดายที่ปัจจุบันเจ๊งไปหมดทุกโรงแล้ว😰
    ดูความเห็น 1 รายการ ...

บทความล่าสุด