-
วินทร์ เลียววาริณ2 ปีที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้เล่าข่าวญี่ปุ่นยอมให้สหรัฐฯตั้งฐานทัพในประเทศ เพื่อเป็นยันต์กันผีต่อจีนและเกาหลีเหนือ
ญี่ปุ่นมีเหตุผลเหมือนไทยสมัยก่อน กลัวคอมมิวนิสต์
ผู้อ่านเคยได้ยินวลี Domino Effect ไหมครับ มันหมายถึงหากเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ลาวและกัมพูชาก็จะล้มตาม ต่อด้วยไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ แหลมทองจะกลายเป็นพื้นที่สีแดง
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยจึงยอมให้สหรัฐฯมาตั้งฐานทัพที่อู่ตะเภา และอีกหลายที่ ใช้เป็นฐานบินไปทิ้งระเบิดที่เวียดนามเหนือ
ผมเขียนเรื่องนี้ในรูปนิยาย คือ 17 องศาเหนือ ลองอ่านดู (เรื่องนี้พระเอกคือ ตุ้ย พันเข็ม แห่ง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน)
...............
“สงครามเวียดนามไม่ได้เกิดที่แผ่นดินไทยก็จริง แต่เราถูกลากเข้าไปอยู่ในวังวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต้องร่วมกับอเมริกา เพราะนโยบายของไทยเราชัดเจนแต่ต้นแล้วว่าต่อต้านคอมมิวนิสต์ ในฐานะพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา เราจำเป็นต้องรบกับเวียดนามเหนือ ประเทศไทยกลายเป็นที่ตั้งฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม อเมริกาปรนเปรอเราด้วยเงินทองและความช่วยเหลือต่าง ๆ มากเสียจนเราถอนตัวไม่ขึ้น...”
พล.อ. รังสีกล่าวว่า “...ดังนั้นไม่เพียงแต่เราให้อเมริกามาสร้างฐานทัพที่นี่ เรายังส่งทหารไปรบกับเวียดกง เราฝึกทหารให้เวียดนามใต้ จะว่าไปแล้ว เราก็คือศัตรูอันดับต้น ๆ ของเวียดนามเหนือ...”
ความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างไทยกับอเมริกาสืบย้อนไปนานก่อนสงครามเวียดนาม เมื่อเกิดสงครามเกาหลีขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2493 รัฐบาลไทยส่งกองทหารสี่พันคนและข้าวสารสี่หมื่นตันไปช่วยสนับสนุน ทำให้สหรัฐฯมองว่าไทยเป็นหุ้นส่วนที่จริงใจ หกเดือนต่อมาสหรัฐฯก็ให้ความช่วยเหลือทางทหารมากมาย ก่อตั้งกองอำนวยการที่ปรึกษาทางการทหาร ช่วยฝึกทหารไทย ตัวเลขความช่วยเหลือทางทหารสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นมูลค่า 2.5 เท่าของงบประมาณทางทหารของไทยในเวลานั้น
ตั้งแต่ พ.ศ. 2494-2515 กองทัพบกและกองทัพอากาศไทยปรับปรุงกองทัพด้วยเงินช่วยเหลือมากมายจากสหรัฐอเมริกา มูลค่าความช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐฯมากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับร้อยละ 54 ของงบประมาณกระทรวงกลาโหม
ในฐานะตำรวจ ตุ้ย พันเข็ม รับรู้ความช่วยเหลือเช่นกัน หน่วยซีไอเอของอเมริกาเข้ามาช่วยฝึกตำรวจไทยเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ หน่วยงาน USAID เข้ามาช่วยสร้างถนนเข้าสู่หมู่บ้านในเขตพื้นที่สีแดง เขารู้ว่าครึ่งหนึ่งของเงินช่วยเหลือที่สหรัฐฯให้ประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2508-2512 เป็นเงินที่ให้กรมตำรวจ นับเป็นเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ กรมตำรวจได้รับรถถัง รถหุ้มเกราะ เฮลิคอปเตอร์ เรือ และอาวุธทันสมัยอื่น ๆ อีกทั้งการฝึกฝนจากซีไอเอ นี่เองที่ทำให้เขารู้จักซีไอเอเป็นครั้งแรก
ตุ้ย พันเข็ม จำได้ ในปี พ.ศ. 2507 ประเทศไทยในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร กลายเป็นฐานฝึกกำลังทหารของเวียดนามใต้ เมื่อได้รับการร้องขอจากประธานาธิบดีตรันวันมินห์แห่งเวียดนามใต้ให้ช่วยฝึกหัดนักบินของกองทัพอากาศ
ต่อมาไทยส่งกำลังทหารอากาศไปสนับสนุนกองทัพอากาศเวียดนามใต้ คือหน่วยบินวิคตอรี (Victory Wing Unit) ทั้งนักบินและช่างอากาศ เครื่องบินลำเลียงแบบ ซี-47 ตามมาด้วยการจัดตั้งกองบังคับการหน่วยช่วยเหลือทางทหารที่กรุงไซ่ง่อน ในเดือนพฤศจิกายน 2508 ทำหน้าที่ประสานงานหน่วยบินวิคตอรีกับฝูงบินลำเลียงที่ 415 ของเวียดนามใต้
แล้วความช่วยเหลือเวียดนามใต้ก็ทวีขึ้น ในปี พ.ศ. 2509 ไทยส่งกำลังทั้งทหาร แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เปลี่ยนเวียนกันหลายผลัด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2510 ไทยส่งกำลังทหารภาคพื้นดินไปสมทบที่เวียดนาม รหัสนาม จงอางศึก เป็นกองกำลังหน่วยแรกของไทยซึ่งไปปฏิบัติการรบในสงครามเวียดนาม ผ่านไปสามเดือน จงอางศึกขยายขอบเขตจากกรมเป็นกองพล ใช้ชื่อว่า กองพลทหารอาสาสมัคร ในไซ่ง่อนจัดตั้งกองบัญชาการกองกำลังทหารไทย ขึ้นตรงกองบัญชาการทหารสูงสุด
“ในตอนนั้นกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของเครื่องบินอเมริกาซึ่งโจมตีเวียดนามเหนือ บินไปจากฐานทัพเจ็ดแห่งในไทย ดอนเมือง อู่ตะเภา ตาคลี โคราช อุบลฯ อุดรฯ นครพนม ตอนนั้นผมเห็นเครื่องบิน บี-52 ขึ้นฟ้าตลอดเวลา อาทิตย์ละพันเที่ยว บินไปทิ้งระเบิดปูพรมถล่มเวียดนาม กัมพูชา และลาว เป้าหมายหลักคือฮานอยและไฮฟอง ระหว่างปี 2508 จนถึงปี 2516 เมื่อพวกเขายุติการทิ้งระเบิด บี-52 บินไปทิ้งระเบิดมากกว่าแสนเที่ยว สามเท่าของระเบิดที่ใช้ทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง นั่นคือกว่าเจ็ดล้านตัน มากจนผู้บัญชาการทหารอากาศของสหรัฐอเมริกา เคอร์ติส เลอเมย์ บอกว่า ‘เราจะถล่มพวกมันจนกลับสู่ยุคหิน’!”
ในปี พ.ศ. 2504 กองทัพเรือไทยดำริจะสร้างสนามบินแห่งใหม่ กองบัญชาการทหารสูงสุดได้อนุมัติให้สร้างที่หมู่บ้านอู่ตะเภา ตำบลบ้านฉาง จังหวัดระยอง สร้างรันเวย์ลาดยางยาวกว่าหนึ่งกิโลเมตร เป็นช่วงต้นของสงครามเวียดนาม สหรัฐอเมริกาอยากย้ายฐานบินจากเกาะกวมมาใกล้เวียดนาม เพื่อให้ทิ้งระเบิดสะดวก ก็เจรจากับรัฐบาลไทยขอใช้พื้นที่เป็นฐานทัพ สนามบินอู่ตะเภาของไทยมีทำเลที่เหมาะสม ในปี พ.ศ. 2508 ฝ่ายไทยยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ตกลงให้สหรัฐอเมริกาปรับปรุงสนามบินอู่ตะเภา เป็นฐานบินโจมตีเวียดนามเหนือ
สหรัฐอเมริกายุคประธานาธิบดี ลินดอน บี จอห์นสัน กระโจนเข้าสู่สงครามแบบเต็มตัว สูงสุดในปี พ.ศ. 2511 ส่งทหารเข้าเวียดนามกว่าห้าแสนคน ทิ้งระเบิดสารพัดชนิดถล่มเวียดนาม ถล่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ
“ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไม่ได้หากฐานบินไม่ได้อยู่ในไทย จึงไม่แปลกที่เวียดนามเหนือไม่ยอมนิ่งเฉย การทำลายสนามบินอเมริกาในไทยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากเครื่องบินพวกนี้ถูกทำลาย ก็เท่ากับลดการทิ้งระเบิดที่เวียดนามเหนือได้ทันที เรารู้ว่าพวกนั้นส่งสายลับเข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่ก่อนที่อเมริกาจะส่งทหารมาเสียอีก พวกเวียดนามเหนือเป็นนักยุทธศาสตร์ เดินหมากรุกตั้งแต่เรายังไม่พร้อม พวกนั้นรู้ตั้งแต่การแบ่งประเทศเวียดนามที่เจนีวาแล้วว่า สงครามใหญ่กำลังจะมา เรากำลังเจอสงครามรูปแบบใหม่กับเวียดนามเหนือ พวกนั้นไม่รบกับเราซึ่ง ๆ หน้า พวกนั้นถนัดสงครามจรยุทธ์และบ่อนทำลาย เป็นยุทธวิธีที่พวกนั้นทำมาตลอดสงครามเวียดนามจนเอาชนะอเมริกามาได้แล้ว ตรงตามคำของฟามวันดงที่ว่า ‘เราตีพวกอเมริกันให้ตกทะเล’!...
“คุณตุ้ยก็รู้ว่า สงครามจรยุทธ์ราคาถูกกว่าสงครามตามรูปแบบเดิม กำลังและสรรพาวุธของพวกเวียดกงสู้เราไม่ได้ การรบแบบเผชิญหน้าแพงกว่า พวกเขารบจนเงินหมด ต้องพึ่งเงินช่วยเหลือจากโซเวียตและจีน ไม่รบต่อก็ไม่ได้ พวกนั้นส่งสายลับมา ซ่อนอยู่ในรูปพ่อค้าแม่ค้า นักธุรกิจ ทำลายแนวป้องกันด่านต่าง ๆ ของศัตรู เพื่อให้กำลังหลักสามารถบุกโจมตีฐานศัตรูได้ พวกเขาทำงานอย่างเป็นระบบ พวกนี้ก็คือดักกง”
เขาได้ยินชื่อดักกงไม่นานหลังจากทหารอเมริกันเริ่มเข้ามาประจำการในไทย หน่วยปฏิบัติการแซปเปอร์ หรือหน่วยรบพิเศษของเวียดนามเหนือ - Vietnam Special Force หรือที่เรารู้จักกันในนาม ดักกง
“แซปเปอร์เป็นหน่วยรบพิเศษ หรือทหารชุดล่าสังหาร หลายประเทศมีหน่วยรบนี้ แต่สำหรับเวียดนามเหนือ คัดสรรคนสำหรับหน่วยดักกงอย่างละเอียด ไม่เลือกคนตัวสูงใหญ่ คัดแต่คนทะมัดทะแมง คล่องแคล่ว หลายคนเป็นพรานชาวพื้นเมืองซึ่งเก่งเรื่องสะกดรอย และต้องมีคนที่รู้ภาษาไทยดี บางคนก็เป็นพวกม้ง ลัวะ คุณตุ้ยก็รู้ ดักกงแห่งเวียดนามเหนือเชี่ยวชาญการรบระดับสุดยอด เป็นหน่วยรบที่ฝึกมาเหมือนพวกนินจา ทำงานใหญ่ด้วยกำลังกลุ่มเล็ก เคลื่อนไหวได้อย่างไร้ร่องรอยเหมือนปิศาจ เหมือนนินจา พวกนี้ถูกฝึกมาให้ใช้อาวุธสงครามได้ทุกชนิด ชำนาญเรื่องวัตถุระเบิด การก่อวินาศกรรม การต่อสู้แบบประชิดตัว การซุ่มโจมตี เป็นกองกำลังที่เก่งที่สุดในการทำสงครามจรยุทธ์ ถูกฝึกมาให้อดทนอย่างยิ่งยวด ทนต่อการทรมานทุกรูปแบบ พวกนี้มองว่าพวกตนกำลังทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ รักษาบ้านเกิดของตัวเองจากจักรวรรดินิยมอเมริกาผู้รุกราน แน่นอนคำว่า ‘จักรวรรดินิยมอเมริกา’ รวมถึงไทยด้วย...”
“ในคืนวันที่ 30 มกราคม ผมประจำการที่ค่ายรามสูร เย็นนั้นได้ยินเสียงระเบิดและปืน หน่วยดักกงสวมชุดดำหลายสิบคนโจมตีค่ายรามสูร ผมสั่งให้กำลังทหารของผมยิงต่อต้านอย่างเข้มแข็ง ทั้งฝ่ายเราและอเมริกาเสียกำลังคนไปหลายคน...
“ผมติดต่อกับฐานทัพอู่ตะเภาทันที เพราะถ้ามันเกิดขึ้นที่อุดรฯ ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้นที่อู่ตะเภา ปรากฏว่าไม่มีใครรับสาย ผมรู้ในชั่วโมงต่อมาว่าฐานทัพอู่ตะเภาก็ถูกโจมตีเช่นกันในเวลาเดียวกัน ปรากฏว่าดักกงแบ่งออกเป็นสองทีม ทีมแรกลอบเข้าไปในค่ายรามสูร ทีมที่สองโจมตีฐานบินอู่ตะเภา เป้าหมายหลักคือก่อวินาศกรรมเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 พวกนั้นวางแผนรัดกุม โจมตีทั้งสองฐานพร้อมกัน เป็นยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ยุทธการดอกไม้บาน โจมตีแบบฉับพลันจากทุกด้าน ฝ่ายอเมริกาและไทยในค่ายทหารตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าศัตรูจะกล้าลูบหนวดเสือถึงที่...
“จนถึงเวลาเที่ยงคืน เราจึงควบคุมสถานการณ์ได้ ฝ่ายฐานทัพอเมริกายอมรับว่าทหารอเมริกันเสียชีวิตไปสิบคน บาดเจ็บยี่สิบกว่าคน หมาตายไปสองตัว ส่วนฝ่ายเราตายไปเจ็ดคน พวกเขารบอย่างกล้าหาญ”
ตุ้ย พันเข็ม เงียบไป สะท้อนใจอยู่ภายใน
“พวกดักกงตายไปสิบกว่าคน แต่ก็สร้างความเสียหายให้ฐานทัพมาก บี-52 เสียหายไปสองลำ หลังเหตุการณ์นั้น เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 หยุดบินช่วงหนึ่ง อเมริกากับไทยปิดข่าวนี้เป็นความลับ แต่ก็ปิดไม่อยู่ เพราะเสียงปืนและระเบิดที่ดังต่อเนื่องออกไปนอกฐานทัพ รวมกับควันดำจากระเบิด อย่างไรก็ตาม ข่าวก็ไม่ได้เผยออกไปสู่สื่อ”
น.อ. สนั่นถาม “ทำไมครับ?”
“เพราะในวันเดียวกันนั้นเอง พวกดักกงก็โจมตีฐานทัพต่าง ๆ ของอเมริกาทั่วเวียดนามโดยพร้อมเพรียงกัน ก็คือยุทธการเต็ต...”
สงครามเวียดนามเข้มข้นขึ้นถึงขีดสูงสุดในปี 2511 ปีที่คอมมิวนิสต์ตอบโต้ด้วยยุทธการเต็ต หรือ The Tet Offensive คอมมิวนิสต์บุกถึงบ้าน ในวันที่ 30 มกราคม 2511 จู่โจมฐานทัพของอเมริกา เวียดนามใต้และพันธมิตรถึงหน้าบ้านพร้อมกัน อย่างคาดไม่ถึง นามปฏิบัติการนี้มาจากเทศกาลเต็ต - เต็ตเหวียนดาน หรือ เทศกาลแห่งรุ่งอรุณแรกของปี เป็นเทศกาลปีใหม่ของชาวเวียดนาม ระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปีนั้นฝ่ายเวียดนามเหนือเลือกที่จะทำงานแทนการฉลองปีใหม่ จู่โจมฝ่ายใต้เป็นระลอกพร้อมกันทั้งประเทศ กำลังเวียดกงและกองทัพเวียดนามเหนือแปดหมื่นคน จู่โจมที่มั่นของฝ่ายใต้ในร้อยเมืองทั่วประเทศ เป็นแผนการที่ใหญ่ที่สุด กล้าที่สุด และเสี่ยงที่สุด การจู่โจมทำให้ฝ่ายใต้ตะลึงงันและรวนเร แต่ในที่สุดก็ตั้งหลักได้ และตีโต้กลับไป พวกดักกงก็สูญเสียมากเช่นกัน
แม้จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางทหาร แต่ยุทธการเต็ตกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงคราม ชาวอเมริกันรู้แล้วว่าไม่คุ้มที่จะรบต่อไป แรงกดดันจากมหาชนทำให้สงครามจบลงเร็วขึ้น เพราะทุกวันสื่อฉายให้เห็นภาพความตายของทหารอเมริกัน ประชาชนเชื่อว่าวอชิงตันโกหก พวกเขาเริ่มตั้งคำถามว่าอเมริกาจะเกี่ยวข้องกับสงครามเวียดนามอีกทำไม ส่งสัญญาณถอนตัว ให้เวียดนามใต้รบเอง และค่อย ๆ ถอนตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516
และนี่ก็คือที่มาของการตั้งฐานทัพสหรัฐฯในไทย เพราะวลี Domino Effect
วินทร์ เลียววาริณ
19-2-240- แชร์
- 226
-

ปิดรับออร์เดอร์โปรโมชั่นชุดเต็มกล่อง วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน เพราะต้องส่งทางไปรษณีย์ก่อนงานเลิกวันที่ 6 เมษายน
รายการหนังสือ
1 รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง ราคาปก 195.-
2 ความฝันโง่ ๆ ราคาปก 185.-
3 เบื้องบนยังมีแสงดาว ราคาปก 185.-
4 อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ราคาปก 185.-
5 ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน ราคาปก 195.-
6 จุดเทียนทั้งสองปลาย ราคาปก 215.-
7 สองแขนที่กอดโลก ราคาปก 215.-
8 ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ราคาปก 215.-
9 ในหลุมรัก ราคาปก 210.-
10 ยาเม็ดสีแดง ราคาปก 210.-
11 ความสุขเล็กๆ คือความสุข ราคาปก
12 สองปีกของความฝัน ราคาปก 190.-
13 หลับถึงชาติหน้า ราคาปก 245.-
14 บางครั้งเราก็ลืมรักตัวเราเอง ราคาปก 215.-
15 1% ของความเป็นไปได้ ราคาปก 210.-
16 รอยยิ้มใต้สายฝน ราคาปก 210.-
17 คำที่แปลว่ารัก ราคาปก 190.-
18 โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ราคาปก 260.-ราคาปกรวม 3,620.-
แถม 2 เล่มคือ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงพาไป และ เศษกระดาษมูลค่ารวมเล่มแถม = 4,010.-
ลดเหลือ 2,200.- (รวมค่าส่งแล้ว)เฉลี่ยเล่มละ 110 บาทเท่านั้น
สั่งซื้อได้ทางเดียวคือ inbox เฟซบุ๊คนี้
โอนเงินไปที่บัญชี "วินทร์ เลี้ยววาริณ ธนาคารกสิกรไทย สาขาพัฒน์พงศ์ 018-2-85554-5"
ส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อให้รู้ว่าเป็นลูกค้าคนใดหมายเหตุ หากเล่มใดขาด จะแทนด้วยเล่มที่มีมูลค่าใกล้เคียง
0 วันที่ผ่านมา -
0 วันที่ผ่านมา -

ซื้อได้ในงานหนังสือ หรือจากเว็บไซต์
Mini Zen
https://www.winbookclub.com/store/detail/185/Mini%20ZenMini Tao
https://www.winbookclub.com/store/detail/242/Mini%20TaoMini Stoic
https://www.winbookclub.com/store/detail/253/Mini%20Stoic%20+%20ค่าส่งMini Wabi-sabi
https://www.winbookclub.com/store/detail/260/Mini%20Wabi-sabi0 วันที่ผ่านมา -

แกะเขาใหญ่ (bighorn sheep) เป็นสัตว์พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ จัดอยู่ในตระกูลแกะ จุดเด่นของมันคือเขาขนาดใหญ่ซึ่งมันใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว ประวัติศาสตร์บันทึกว่าในช่วงรุ่งเรือง มี bighorn sheep หลายล้านตัวในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ในช่วงสองร้อยปีนี้จำนวนลดลงเหลือไม่กี่พัน เพราะโรคภัยที่มากับสัตว์เลี้ยงที่ชาวยุโรปพาเข้ามาในอเมริกา และการล่าอย่างไม่ยั้งมือ
ศัตรูของแกะเขาใหญ่คือสิงโตภูเขา (cougar) สัตว์พื้นเมืองอีกชนิดหนึ่ง ชอบล่าแกะเขาใหญ่เป็นอาหาร
มนุษย์บางคนใช้มาตรฐานของคนไปตัดสินชีวิตสัตว์ มองเห็นว่าสัตว์ใหญ่รังแกสัตว์เล็ก “ไม่ยุติธรรม” ก็เข้าไปก้าวก่ายวงจรธรรมชาติ
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งว่า ชาวบ้านสงสารแกะเขาใหญ่ถูกสิงโตกิน ก็จับสิงโตภูเขาออกจากพื้นที่ ปรากฏว่าแทนที่แกะเขาใหญ่จะอยู่เย็นเป็นสุข กลับลดจำนวนลง เพราะเมื่อไม่ต้องวิ่งหนีสิงโต ร่างกายอ่อนแอลง ป่วยง่ายขึ้น
...............
ชาวญี่ปุ่นนิยมกินเนื้อปลาสด ยิ่งสดยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ปัญหาคือการขนส่งที่ไกลขึ้นนานขึ้นทำให้เนื้อปลาที่จับได้ลดความสดและความอร่อยลง
ญี่ปุ่นมีเทคนิคการรักษาปลาสดที่เรียกว่า Ikejime และ Kaimin Katsugyo ทำปลาให้อยู่ในสภาพโคม่า เพื่อรักษาความสดระหว่างการขนส่ง แต่ก็ไม่สะดวกทำกับปลาจำนวนมาก
จึงเป็นที่มาของเรื่องเล่าที่ว่า เรือประมงบางลำติดตั้งแทงค์น้ำขนาดใหญ่บนเรือ ใส่ปลาที่จับได้ในนั้น ภายในแทงค์น้ำมีปลาฉลามตัวหนึ่งว่ายวนอยู่ เมื่อปลาเล็กอยู่ใกล้ฉลาม ก็ต้องว่ายหนีตลอดเวลา เมื่อขึ้นฝั่ง ก็ได้ปลาที่มีชีวิตและเนื้อยังสดอยู่
ไม่ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จ หลักการของมันกลับจริงสำหรับมนุษย์ ทั้งทางด้านกายภาพและวิถีชีวิต
ร่างกายมนุษย์เป็นเครื่องจักรอย่างหนึ่ง เครื่องจักรทุกชนิดย่อมมีความสกปรกจากการทำงาน ระบบน้ำเหลืองเป็นระบบที่ร่างกายสร้างมาเพื่อทำความสะอาด ไม่ให้ป่วย ซึ่งมีที่มาจากการไม่กวาดขยะ
ระบบน้ำเหลืองทำหน้าที่ขนถ่ายพิษและของเสียในร่างกาย เช่น เซลล์ที่ตายเเล้ว แต่ระบบน้ำเหลืองของมนุษย์เราไม่มีปั๊มเหมือนระบบเลือดที่มีหัวใจปั๊มเลือดไปทั่วร่าง เราจึงต้องเคลื่อนไหวเพื่อให้น้ำเหลืองกระจายไปทั่ว ไม่เช่นนั้นน้ำเหลืองในร่างกายก็อยู่กับที่ตามแรงโน้มถ่วงโลก ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงสำคัญ มนุษย์คนใดที่อยู่เฉย ๆ จะอายุสั้น เพราะร่างกายมนุษย์ต้องการเคลื่อนที่
นี่คือเหตุผลที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ให้ออกกำลังกายด้วยการเเกว่งเเขน เพราะการแกว่งแขนช่วยกระตุ้นรักแร้ ตำแหน่งที่ตั้งของสถานีต่อมน้ำเหลือง ทำให้ระบบน้ำเหลืองทำงานไหลเวียนดีขึ้น และไม่เจ็บป่วยง่าย การว่ายน้ำก็ได้ผลเช่นเดียวกัน
นี่คือเรื่องกายภาพ
แต่ทางจิตใจและวิถีชีวิตก็เป็นจริงเช่นกัน
เรามักพึงใจกับชีวิตที่มั่นคง-ลงตัว เราสร้างค่านิยมว่า ความสบายคือการอยู่เฉย ๆ
ยิ่งสบายและยิ่งอายุมาก เรายิ่งไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากออกจาก ‘comfort zone’ สู่พื้นที่ใหม่ ชีวิตเข้าที่เป็นระบบแล้ว จึงเหมือนเดิมทุกวัน
ทว่าปราศจาก ‘สิงโตภูเขา’ และ ‘ฉลาม’ เราอาจตายได้จริง ๆ เพราะความเฉื่อยและความน่าเบื่อ ขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดการพัฒนา ไม่กระตือรือร้น ไม่รู้สึกว่ามีความท้าทายอะไร ชีวิตก็เฉื่อยลง ๆ
คนบางคนตายตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว ชีวิตที่เหลือก็เป็นเพียงซากร่างที่เดินได้ หมดไฟสร้างสรรค์ องค์กรที่เป็นเสือนอนกินนาน ๆ ก็มักอ้วนอุ้ยอ้าย คิดอะไรไม่เป็น เมื่อเจอปัญหาก็อาจล้มครืนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สัจธรรมชีวิตบอกว่า ปัญหาและอุปสรรคทำให้เราแกร่งขึ้น ถ้าเราไม่ตายก็จะเข้มแข็งขึ้น
ดังนั้นบางทีการเจอ ‘สิงโต’ กับ ‘ฉลาม’ อาจเป็นโชควาสนาอย่างยิ่งก็ได้
คนมีวิสัยทัศน์จึงไม่ยอมอยู่เฉย ๆ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเฉื่อยชา ไม่นอนรอความตาย
หาอะไรใหม่ ๆ ทำ สร้างโจทย์ใหม่ ๆ ให้ขบคิด ท้าทายตัวเองอยู่เสมอ เติมเชื้่อเพลิงด้วยด้วยความรู้ใหม่ ๆ ความใฝ่รู้ ความสงสัย การตั้งคำถาม
ตายเพราะ ‘สิงโตภูเขา’ กัด หรือ ‘ฉลาม’ งับ ก็ยังดีกว่าตายเพราะความเฉื่อย และหมดไฟชีวิตตั้งแต่ก่อนหมดลมหายใจ
วินทร์ เลียววาริณ
3-4-26อ่านฉบับเต็มได้จากหนังสือ 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ ตอนนี้มีโปรโมชั่นชุด https://www.facebook.com/photo?fbid=1539189840903035&set=a.208269707328395
0 วันที่ผ่านมา -

สงครามอิหร่านผ่านไปหนึ่งเดือน เสียเงินไปเท่าไรแล้ว?
มีการประเมินว่า สะหะรัดเสียเงินราวหนึ่งพันล้านดอลลาร์ต่อวัน เป็นค่าขีปนาวุธ ค่าใช้จ่าย ค่าดาวเทียม ค่าปฏิบัติการโดรน ค่าซ่อมส้วมตัน ฯลฯ
ยิงจรวดแต่ละลูก คนอเมริกันต้องใช้หนี้กันหัวบาน
แค่สองวันแรกของสงคราม ค่าอาวุธก็ปาเข้าไป 5 พันล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ยังมีค่าเครื่องบินที่ถูกยิงตก ค่าฐานทัพ ค่าสถานีเรดาร์สะหะรัดที่ถูกถล่มพินาศ ฯลฯ เงินทั้งนั้น
หากยืดเยื้อไปอีกสองเดือน ก็คงยากจนลงไปเยอะ
สำหรับประเทศในกลุ่ม GCC หนึ่งเดือนนี้หมดไปแล้ว 194 พันล้าน (ขออภัยใช้หน่วย billion เพราะคำนวณไม่ถูก)
ค่าเสียหายของอิษราเอลก็มหาศาล แต่คนจ่ายเงินก็คืออเมริกันชนอีกนั่นแหละ
เป็นเจ้าของสะหะรัดก็ดีอย่างนี้นี่เอง
ส่วนค่าใช้จ่ายของอิหร่าน เมืองพังไปทั้งประเทศ ถ้าจะสร้างใหม่ ก็มหาศาลบานเบอะ ตรงนี้ต้องหามาเอง สะหะรัดไม่จ่ายแน่นอน
ยังไม่รวมเศรษฐกิจที่ย่อยยับไปทั่วโลก และชีวิตคนที่ตายเปล่า
ทั้งหมดนี้เพื่อสนองตัณหาของท่านเนทันและ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของชาว J ที่เห็นด้วยกับการก่อสงคราม
คนในรุ่น 50 ปีข้างหน้าคงอ่านประวัติศาสตร์โลกตอนนี้ด้วยความมึนงง "คนรุ่นนี้ทำอะไรของมันเนี่ย"
..........................
ถ้าไม่เกิดสงครามอิหร่าน และแต่ละชาติใช้เงินเหล่านี้ เราจะทำอะไรได้บ้าง?
ลองเทียบกับสงครามเย็นดู
คาร์ล เซเกน และ แอนน์ ดรูแยน ประเมินราคาของสงครามเย็นในหนังสือ Billions and Billions (1997) ว่า
สงครามเย็นเริ่มในปี 1946 ยุติเมื่อ 1989 สหรัฐอเมริกาได้จ่ายเงิน (เทียบค่าเงินปี 1989) มากกว่าสิบล้านล้านดอลลาร์ ในการต่อสู้กับสหภาพโซเวียต ในจำนวนนี้มากกว่าหนึ่งในสามถูกนำไปใช้ในยุคประธานาธิบดีเรแกน ซึ่งสร้างหนี้ให้กับชาติมากกว่าทุก ๆ รัฐบาลตั้งแต่สมัย จอร์จ วอชิงตัน รวมเข้าด้วยกัน
“เงินจำนวนนี้ทำอะไรได้บ้าง? (ไม่ต้องทั้งหมด เพราะงบประมาณเพื่อความมั่นคงของชาติยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ - เอาแค่ครึ่งเดียวก็พอ) เงินมากกว่าห้าล้านล้านดอลลาร์เล็กน้อย ถ้าใช้ให้ดี สามารถสร้างความก้าวหน้าอย่างมากมายในการกำจัดความความหิวโหย การไร้บ้าน โรคติดต่อ การเขียนอ่านหนังสือไม่ออก ความไม่รู้ ความยากจน การทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เฉพาะในสหรัฐอเมริกา หากแต่ทั่วทั้งโลก เราสามารถที่จะช่วยทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้มีความเพียงพอด้านการเกษตร และกำจัดสาเหตุมากมายของความรุนแรงและสงคราม จะสร้างประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจอเมริกัน แก้ปัญหาหนี้ของชาติ เพียงเสี้ยวเดียวของเงินจำนวนนี้ เราสามารถรวมคนเพื่อโครงการนานาชาติระยะยาวในการส่งคนไปสำรวจดาวอังคาร สามารถช่วยสนับสนุนคนเก่งในด้านประดิษฐกรรมของมนุษย์ในด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม การแพทย์ และวิทยาศาสตร์เป็นเวลาหลายสิบปี”
ใช่ เงินที่เสียไปกับสงครามอิหร่านสามารถสร้างคุณแก่โลกได้มหาศาล
แต่ซาตานสงครามไม่ใช่คนที่แยแสสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชาวโลก
มันเป็นเช่นนั้นเอง
วินทร์ เลียววาริณ
2-4-260 วันที่ผ่านมา
