-
วินทร์ เลียววาริณ9 เดือนที่ผ่านมา
(หมายเหตุ วันก่อนพูดถึงบทบาทของโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สอง และเปรยถึงหนังเกี่ยวกับยุทธภูมิสตาลินกราดคือ Enemy at the Gates นึกได้ว่ายังไม่เคยรีวิว ก็ทำเสียวันนี้)
ผมดูหนังของ Jean-Jacques Annaud เรื่องแรกคือ Quest for Fire (1981) ที่นิวยอร์ก ตามมาด้วย The Name of the Rose (1986) ชอบทั้งคู่
Quest for Fire เป็นเรื่องเกี่ยวมนุษย์เมื่อแปดหมื่นปีก่อน คนสมัยนั้นใช้ชีวิตแบบดิบๆ มีฉากร่วมเพศแบบห่ามๆ นึกจะมีเซ็กซ์ ก็ทำตอนนั้นตรงนั้นเลย ไม่สนใจว่าจะมีใครดู เพราะมันเป็นยุคก่อนที่มนุษย์ประดิษฐ์คำว่าศีลธรรมและศาสนา
หนังของ Jean-Jacques Annaud ที่มีฉากเซ็กซ์อีกเรื่องคือ The Lover (1992) ละเมียดละไมกว่ามาก แต่หมิ่นเหม่ต่อมาตรฐานศีลธรรมของสังคม ผมดูมากกว่าหนึ่งรอบ เพื่อตรวจสอบว่าดูเรื่องครบถ้วนไหม (เป็นคนรอบคอบ!)
อีกเรื่องหนึ่งสวนทางแนวเซ็กซ์ มาทางแนวจิตวิญญาณ คือ Seven Years in Tibet (1997) แบรด พิตต์ ยังหนุ่มฟ้อ
ก็มาถึงหนังสงคราม Enemy at the Gates (2001)
Enemy at the Gates เป็นหนังที่ได้คะแนนไม่สูง ทำเงินไม่มาก และโดนนักประวัติศาสตร์รุมสับเละว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์
ก็กลับมาที่ประเด็นถกเดิมๆ คือ หนังอิงประวัติศาสตร์ต้องตรงตามประวัติศาสตร์แค่ไหน
ในความเห็นส่วนตัวของผม นิยายอิงประวัติศาสตร์ก็คือนิยายอย่างหนึ่ง ไม่ใช่สารคดี ดังนั้นจะทำอะไรก็ทำ หนังไม่มีหน้าที่ต้องสอนคนดู คนดูต้องไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเอาเอง อย่าว่าแต่เราจะสรุปว่าอะไรคือประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องอย่างไร
Enemy at the Gates อิงประวัติศาสตร์ท่อนหนึ่งของยุทธการสตาลินกราด ซึ่งเป็นยุทธภูมิที่อาจโหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์โลก คนตายไปมหาศาล
หนังอิงเกร็ดหนึ่งของสงครามคือ นอกจากยิงกันตรงๆ แล้ว ยังมีการใช้นักแม่นปืน (สไนเปอร์)
ในเมื่อโซเวียตต้านนาซีไม่ได้ ก็ใช้กลยุทธ์ตัดกำลัง คือลอบยิงนายหทารชั้นสูง
เนื่องจากยุทธการสตาลินกราดรบกันในเมือง กลางซากปรักหักพัง ไม่ใช่พื้นที่ราบหรือท้องทุ่ง หน่วยแม่นปืนจะลอบเข้าไปในซากเหล่านั้น แล้วรอคอยเหยื่อ จะเลือกยิงเฉพาะนายทหารเยอรมันชั้นหัวหน้า ทหารคนไหนติดเหรียญกางเขนเหล็กที่แสดงว่าเป็นทหารชั้นดี ก็จะเด็ดหัวทันที
ตัวหลักสไนเปอร์โซเวียตที่ล่าหัวนาซีในเรื่องคือ วาสิลี ไซเซฟ (Vasily Zaitsev) เป็นบุคคลจริง ในเรื่องนี้เขาต้องต่อกรกับสไนเปอร์นาซีชื่อ พันตรี เออร์วิน เคนิก (Erwin König) ซึ่งก็เป็นบุคคลจริงเช่นกัน เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอส
วาสิลี ไซเซฟ ในหนังจำลองบทโดย จูด ลอว์ ส่วน เออร์วิน เคนิก ในหนังจำลองบทโดย เอ็ด แฮร์ริส
จูด ลอว์ ดูหล่อกว่าตัวจริงมาก ส่วน เอ็ด แฮร์ริส ในบทนี้ดูดี แววตาเหมาะสมกับนักฆ่าเลือดเย็น
ตามหลักฐานที่มี ทั้งสองคนดวลกันนานสามวัน กลางซากปรักหักพังของสตาลินกราด แต่เนื่องจากข้อมูลของการประลองกันครั้งนี้ไม่ชัดเจน นักประวัติศาสตร์บางคนบอกว่า อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่เป็นโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายโซเวียต ดังนั้นในหนังจึงเป็นเรื่องแต่ง และน่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริง
เราดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างเดียวคือในฐานะหนังสงคราม-ทริลเลอร์
มองในฐานะของหนังทริลเลอร์ หนังให้ความบันเทิงสูง คล้ายการชิงไหวพริบของสองตัวละคร เช่น The Driver, Heat ฯลฯ โดยใช้ฉากสงคราม
ฉากสงครามตอนต้นเรื่องทำได้ดี ผมดูในโรง จอใหญ่ให้ความรู้สึกตื่นตามากเหมือนตอนดูฉากสงครามเปิดเรื่อง The Gladiator เพราะคนดูส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นภาพยุทธการเลนินกราดมาก่อน
ในความเห็นส่วนตัวของผม จุดอ่อนของเรื่องอยู่ที่การเสียบพล็อต 'น้ำเน่า' เข้าไป ทำให้หนังเปลี่ยนโทนจากหนังทริลเลอร์เป็นเมโลดรามา
แต่โดยรวม Enemy at the Gates ก็ถือว่าเป็นงานสอบผ่าน
อ้อ! ฉากที่น่าประหวั่นที่สุดในเรื่องไม่ใช่ฉากรบ แต่คือฉากเซ็กซ์กลางกองทหาร
มิน่าล่ะพวกนักประวัติศาสตร์จึงบอกว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์
วินทร์ เลียววาริณ
11-9-258.8/10
ฉายทาง Netflix (ฉายอีกไม่กี่วัน ก็จะถูกถอดออกจากโปรแกรม)วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1- แชร์
- 114
ดูความเห็น 1 รายการ ...Regnartsดู The Lover (1992) มากกว่าหนึ่งรอบ เพื่อตรวจสอบว่าดูเรื่องครบถ้วนไหม (เป็นคนรอบคอบ!) 😂😂
-

คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ
1 คุณวินทร์เลิกเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แล้วหรือครับ?
2 คุณวินทร์เรียนจบสถาปัตย์ฯ ทำไมไม่ทำงานสายนี้ครับ?
อ่านคำตอบได้จากลิงก์นี้ https://www.blockdit.com/posts/6a2bc6efe9ff9a87a61f53d6
ผู้อ่านสามารถคุยหรือตั้งคำถามกับผู้เขียนได้ เขียนคำถามมาได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
0 วันที่ผ่านมา -

สตีเวน สปิลเบิร์ก คือพ่อมดแห่งภาพยนตร์ เดวิด โคพพ์ คือมือเขียนบทแถวหน้าของฮอลลีวูด เมื่อสองคนนี้มารวมหัวกันทำหนังไซไฟสักเรื่อง ย่อมเป็นเหตุการณ์ที่ผู้คนติดตาม
นี่คือเรื่อง Disclosure Day หนังแนวไซไฟ-มนุษย์ต่างดาว
สปิลเบิร์กลุ่มหลงเรื่องแนวมนุษย์ต่างดาวมาอย่างน้อยก็ห้าสิบปีแล้ว เริ่มที่เรื่อง Close Encounters of the Third Kind (1977) มนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลก มนุษย์ต่างดาวมีหน้าตาแบบคน สองแขนสองขาลีบ หัวโต ตาโต
ตามมาด้วย E.T. the Extra-Terrestrial (1982) มนุษย์ต่างดาวก็มีหน้าตาแบบคน สองแขนสองขาลีบ หัวโต ตาโตเหมือนเดิม
ในวงการวิทยาศาสตร์ โอกาสที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวหน้าตาเหมือนคน หรือเป็นพวก humanoid นั้นเป็นเรื่องยาก แต่เอาเถอะ นี่เป็นหนัง ยอมหลับตาข้างหนึ่ง ดูซิว่าหนังจะนำเสนออะไรใหม่ๆ บ้าง
(มีสปอยเลอร์)
คำตอบคือมันเป็นหนังเซมเซม คนกลุ่มหนึ่งขโมยความลับของทางการเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว หนีการตามล่าทั้งเรื่อง แล้วจบที่เผยแพร่ความลับนั้น
หนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของการแต่งเรื่องให้ซับซ้อน มีองค์ประกอบมากมาย แต่เมื่อนำมารวมกันกลับเลอะ
ความจริงหนังมีองค์ประกอบบางอย่างที่น่าสนใจ เช่น การ 'ถอดร่าง' แต่เมื่อใส่ในโครงเรื่องหลักที่เซมเซม มันก็เป็นเพียงผงชูรสที่ไม่ทำให้หนังไปรอด
หนังเรื่องนี้ชี้ว่าผู้สร้างยังจมในกรอบคิดเดิม ยังยึดมั่นถือมั่นกับมนุษย์ต่างดาวสองแขนสองขาหัวโต ยังไม่สามารถเสนอประเด็นใหม่ในประเด็นเก่าอย่างมนุษย์ต่างดาวที่รอสเวล
ยังคงใช้โครงเรื่องเดิมคือมนุษย์ต่างดาวที่มีความสามารถเดินทางข้ามดาราจักร แต่ทำยานตกบนโลก ตกระกำลำบากบนโลก ปล่อยให้มนุษย์ทำการผ่าตัด
หนังขาดเหตุผล โดยเฉพาะฉากจบที่เมื่อเผยแพร่คลิปลับ ไม่มีสื่อใดสักสื่อในโลกทำการตรวจสอบ ไม่มีใครสักคนในโลกสักคนที่สงสัยว่ามันจริงหรือไม่จริง ทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเฟกนิวส์ทุกวี่ทุกวันเชื่อมันหมด
นี่เป็นงานเสียของ เป็นหนังน่าผิดหวังที่สุดเรื่องหนึ่งของสปิลเบิร์ก
Disappointment Day
5/10
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)วินทร์ เลียววาริณ
12-6-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1 วันที่ผ่านมา -
1 วันที่ผ่านมา -

แรนดี พอช เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่พิตต์สเบิร์ก สหรัฐอเมริกา ในปี 2007 อายุ 46 เขาพบว่าเขาเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนและกำลังจะตายในหกเดือน เขาเลือกใช้เวลาช่วงสุดท้ายเล็กเชอร์นักศึกษา ชื่อหัวข้อ The Last Lecture: Really Achieving Your Childhood Dreams
หลังจากเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต มันกลายเป็นคลิปวิดีโอที่มีคนดูมาก เขาจึงเขียนหนังสือชื่อเดียวกันออกมา
ท่อนหนึ่งของหนังสือเขียนว่า “กำแพงอิฐอยู่ที่นั่นโดยมีเหตุผลบางอย่าง กำแพงอิฐมิได้ปิดกั้นเราออกไป กำแพงอิฐอยู่ที่นั่นเพื่อแสดงให้เราเห็นโอกาสว่า เราต้องการอะไรบางอย่างมากแค่ไหน”
คนเราล้วนต้องการประสบความสำเร็จ แต่คนส่วนมากเมื่อเจอกำแพงอิฐขวางหน้า ก็ถอย
หรือบ่นก่อนถอย
การบ่น การสาปแช่งชะตาฟ้าดินกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หลายคนคิดว่าการบ่นเป็นกลไกระบายความเครียดตามธรรมชาติ ทำให้ชีวิตดีขึ้น
แต่บางคนอาจลืมไปว่า บ่นคนเดียวกับกำแพงหินต่างจากบ่นกับคนอื่น เพราะคนที่ได้ยินเสียงบ่นจะรับความเครียดนั้นมาโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่
กลายเป็นถังขยะรองรับความเครียดของคนบ่น
ความจริงมีวิธีอื่นที่เป็นกลไกการระบายความเครียดโดยไม่ทำร้ายคนอื่น เช่น การออกแรง การวิ่ง การร้องเพลง การฟังเพลง ฯลฯ แต่คนจำนวนมากรู้สึกว่าบ่นให้คนอื่นฟังได้ผลกว่าบ่นคนเดียว
มนุษย์จำนวนมากในโลกเกลียดงานที่ทำ เกลียดชีวิตของตน เกลียดสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่ แล้วสรุปว่าเป็นความผิดของปัจจัยภายนอก ไม่ใช่ตัวเราเอง
แน่นอน บางปัจจัยมาจากภายนอกจริง แต่การที่เราจะทุกข์มากหรือน้อย หรือไม่ทุกข์ มาจากปัจจัยภายใน นั่นคือมันขึ้นอยู่ว่าเราจะปรุงแต่งให้เป็นทุกข์หรือไม่ปรุงแต่งมัน
นี่ก็คือวิธีคิดแบบพุทธซึ่งชี้ว่า ทุกข์เกิดจากการปรุงแต่ง ส่วนจะปรุงแต่งให้ทุกขั้นรสจัดแค่ไหน ก็ทำตามสบาย อย่างไรก็ตาม พุทธชี้ว่า เรายังมีทางเลือกที่จะไม่ปรุงแต่ง
ถ้าเกิดความทุกข์ ก็รับรู้ เพราะความทุกข์ก็อยู่ในธรรมชาติของจักรวาล เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
มนุษย์ทุกคนล้วนต้องเจอปัญหา แต่ที่แตกต่างคือทัศนคติในการจัดการกับปัญหา
นักปรัชญากรีกโบราณ เอพิคทีตัสกล่าวว่า “มนุษย์ไม่วิตกกับปัญหาจริงมากเท่าวิตกจริตจากปัญหาจริง”
ทัศนคติในการแก้ปัญหาสำคัญกว่าปัญหา
วินทร์ เลียววาริณ
11-6-26บางท่อนจากหนังสือ กอดหนาม
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วhttps://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F
3 วันที่ผ่านมา -

ช่วงนี้ผมเริ่มไปดูหนังในโรงภาพยนตร์
ไม่ใช่เพราะร่ายกายหายดีแล้ว แต่เพราะยังไม่หายดี จึงต้องไป
มันเป็นคำสั่งหมอ
เอ๊ะ! ยังไง?
หมอบอกว่าให้เดินเยอะๆ จะฟื้นตัวเร็วขึ้น
ก็เชื่อฟังคำหมอ เดินไปที่โรงหนัง
ปกติการเดินทางจากบ้านไปโรงหนังก็โดยสารมอเตอร์ไซค์ แต่หมอยังห้ามนั่งยวดยานที่มีแรงสะเทือนสูง
การเดินไปโรงหนังก็เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้เดินและได้ดูหนัง
เดินไปกลับราว 2-3 กิโล ก็ถือว่าได้เดินตามที่หมอสั่ง
ถ้าหมอไม่เห็นด้วย ก็คงต้องเปลี่ยน...
เปลี่ยนหมอ
ช่วงหลังนี้ทำอะไรช้าลง เดินช้า และเดินอย่างระวัง มีสติกำกับตลอดทุกย่างก้าว เพราะรู้ว่าหากหกล้มหรือเจ็ดล้ม มีโอกาสกลับไปหาพยาบาลสาวๆ อีก
แต่ไม่ดีกว่านะ
อาทิตย์นี้หนังสปีลเบิร์กเข้าโรง (Disclosure Day) ก็คงได้เดินอีก เฮ้อ! ทำไงได้ หมอสั่งมา
วินทร์ เลียววาริณ
10-6-263 วันที่ผ่านมา
