-
วินทร์ เลียววาริณ11 เดือนที่ผ่านมา
เมย์ฟลาย (Mayfly) หรือแมลงชีปะขาว เป็นสัตว์ที่มีอายุสั้นที่สุดชนิดหนึ่งในโลก จัดอยู่ในกลุ่มแมลง Ephemeroptera (มาจากคำกรีก ephemeros แปลว่าอายุสั้น, pteron แปลว่าปีก) สายพันธฺุ์นี้มีบรรพบุรุษร่วมกับตระกูลแมลงปอ ในโลกมีราว 2,500 สปีชีส์
เราพบเมย์ฟลายตามแหล่งน้ำทั่วไป เช่น หนอง บึง ลำธาร ทะเลสาบ แม่น้ำ เป็นแมลงที่มีคุณสมบัติไวต่อการสัมผัสรู้สารพิษ จึงใช้เป็นดัชนีวัดคุณภาพของแหล่งน้ำได้
เมย์ฟลายชอบอาศัยอยู่ตามก้อนหินกลางน้ำที่ไหลแรง มันมีแผ่นเหงือกที่ประกอบด้วยหนามแหลมขนาดเล็กจำนวนมาก ช่วยให้เกาะก้อนหินตามลำธารได้ดี ไม่ถูกกระแสน้ำพัดหลุดลอยไป
ที่ว่าอายุสั้น สั้นแค่ไหน?
พวกมันเกิด อยู่ สืบพันธุ์ และตายในวันเดียว!
ก่อนลืมตาดูโลก พวกมันเป็นตัวอ่อนในน้ำ เมื่อถึง ‘วันเกิด’ พวกมันจะลอกคราบบินโผล่จากผิวน้ำสู่โลกเป็นวันแรกและวันสุดท้าย ในวันเดียวของชีวิตบนโลกใบนี้ พวกมันไม่กินอะไร ทุกตัวเกิดมาทำงานแล้วตายไป ทำทุกอย่างจบในวันสั้น ๆ หนึ่งวัน
หนึ่งวันน่ะหรือสั้น?
การใช้เวลาอย่างสุรุ่ยสุร่ายทำให้คนหลายคนผ่านชีวิตถึงวันสุดท้ายแล้วพบว่าตนเองยังไม่ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าเลยสักอย่าง แคนวาสแห่งชีวิตยังว่างเปล่า บางคนนอกจากไม่เคยทำเรื่องดีแล้ว ยังทำแต่เรื่องชั่ว ๆ
คนที่ผ่านการทำงานในวงการที่ให้เวลาทำงานน้อยมานานพอ มักพบสัจธรรมว่าเวลาน้อยไม่เป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์งานดี ๆ งานสร้างสรรค์ดี ๆ จำนวนมากในโลกเกิดขึ้นในเวลาสั้นแสนสั้น
ดังนั้นเมื่อได้รับงานสักชิ้น ก่อนเอ่ยประโยค “เวลาไม่พอ” ลองนึกถึงเจ้าเมย์ฟลาย เรามีสมอง อย่าให้อายแมลง หากผ่านไปหนึ่งวันโดยไม่ได้ทำอะไร
ลองนึกดูว่า หากเรามีชีวิตเพียงวันเดียวอย่างเจ้าเมย์ฟลาย เราจะทำอะไรบ้าง ทำอะไรก่อน ทำอะไรทีหลัง
หากเราให้ผู้แทนราษฎรอภิปรายในสภาได้คนละนาทีเดียว เราคงได้สาระมากกว่านี้มากนัก เพราะเวลาจำกัดขนาดนั้นจะบังคับให้พูดเฉพาะสาระของเรื่องจริง ๆ
การรู้ว่ามีเวลาน้อยยังทำให้เราไม่เสียเวลาไปกับการวิตกกังวล ทะเลาะกัน อิจฉากัน นินทากัน เพราะรู้ว่าเหลือเวลาน้อย ทำเรื่องใหญ่กว่านั้นดีกว่า
บางทีมีเวลาน้อยก็ดีเหมือนกันนะ!
วินทร์ เลียววาริณ
25-7-25ย่อความจาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน
36 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 175 บาท = บทความละ 4.86 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/110/ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน1- แชร์
- 52
-

เช้าตรู่วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1917 กลางความหนาวเหน็บของปลายฤดูหนาวที่แคนซัส สหรัฐฯ เด็กสี่คนสกุลคันนิงแฮมไปโรงเรียนแต่เช้าตรู่ คนพี่ชื่อ ฟลอยด์ อายุสิบสาม ลีธาอายุเกือบสิบสอง เรย์มอนด์สิบขวบ และคนน้องชื่อ เกลน อายุเจ็ดขวบครึ่ง ตามหลักปฏิบัติ ใครที่ไปถึงโรงเรียนก่อนมีหน้าที่จุดไฟในเตาผิงเพื่อให้ห้องเรียนอุ่นก่อนที่ครูและเพื่อน ๆ จะมาถึง
พี่น้องทั้งสี่เกิดที่แอตแลนตาในครอบครัวชาวไร่ เกลนชอบชีวิตกลางแจ้ง ชอบวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ ขณะที่เด็กชายทั้งสามเข้าไปในห้อง ลีธานั่งชิงช้าอยู่ข้างนอก
โรงเรียนใช้เตาผิงถ่านหินแบบเก่า การจุดเตาต้องราดด้วยน้ำมันก๊าด แต่ก่อนถึงเช้าวันนั้นใครบางคนเข้าใจผิด เติมน้ำมันแกสโซลีนเข้าไปในถังขนาดห้าแกลลอนบรรจุน้ำมันก๊าด แกสโซลีนนั้นใช้สำหรับจุดตะเกียงสำหรับใช้ในการประชุมตอนค่ำ และคนที่จะถือส่องทาง
ฟลอยด์ราดแกสโซลีนบนถ่านที่ยังคุอยู่ พลันเกิดเสียงระเบิด ไฟลุกท่วมบริเวณนั้น ลามมาติดชุดกันหนาวของเด็กทั้งสอง ฟลอยด์ถูกไฟลวกหน้าอกและหน้าท้อง เกลนซึ่งยืนอยู่ข้างหลังถูกไฟลวกร่างกายท่อนล่าง ส่วนเรย์มอนด์ไม่ถูกไฟ เขาวิ่งไปเปิดประตู
เด็กชายที่เสื้อผ้าติดไฟทั้งสองวิ่งถลันออกมา ฟลอยด์ตะโกนบอกน้องให้เอาทรายมาดับไฟ น้องทั้งสองก็รีบตักทรายใส่ร่างเด็กชายทั้งสอง ไฟดับในที่สุดแต่ทรายก็ปนเข้าไปในบาดแผลไฟไหม้ ขณะที่ไฟกำลังโหมไหม้อาคารเรียน
หมอที่อยู่ไกลออกไปยี่สิบห้าไมล์มาดูอาการเด็กชายทั้งสองที่บ้าน ฉีกผ้าปูเตียงเป็นผ้าพันแผล ชุบด้วยน้ำมันลินซีดและไข่
ฟลอยด์มีอาการสาหัส เขาช็อก ไฟลวกหน้าท้องถึงไตทั้งสองข้าง ส่วนอาการของเกลนก็สาหัสเช่นกัน ไฟลวกขาทั้งสองข้าง พวกเขาไม่แน่ใจว่าเด็กทั้งสองจะรอดหรือไม่
เกลนนอนซมบนเตียง ขยับตัวอย่างลำบาก ขาทั้งสองไร้ความรู้สึก มันเป็นความทรมานทางกายอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ้าพันแผลเป็นความทรมานที่สุด เพราะผ้าติดแนบกับหนัง ทุกครั้งที่หมอถอดผ้าพันแผลออก ก็มีเนื้อหลุดออกมา น้ำเหลืองนองเตียง
การเปลี่ยนผ้าพันแผลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งเกลนจับเตียงแน่นด้วยความเจ็บปวด และลีธาช่วยจับตัวเขาไม่ให้ดิ้นเมื่อหมอเปลี่ยนผ้าพันแผล เขาได้ยินเสียงฟลอยด์เอ่ยมาบอกให้เขาอดทน เมื่อรักษาตัวหายแล้วจะไปเล่นด้วยกัน
ฟลอยด์อดทนถึงวันที่เก้า ก็สิ้นใจ
เกลนสูญเสียกล้ามเนื้อที่หัวเข่าและที่นิ้วเท้าขาซ้ายทั้งหมด สภาพบาดเจ็บของเขาเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากติดเชื้อไม่เพียงเขาต้องเสียขา แต่จะเสียชีวิตด้วย
เขาไม่ถูกตัดขา แต่มันอยู่ในสภาพบาดเจ็บอย่างหนัก ใช้การไม่ได้ หมอบอกว่าเขาจะกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต จะไม่มีวันเดินได้อีก มิพักเอ่ยถึงการวิ่งที่เขาชอบ
เด็กชายคิดในใจ เขาจะไม่มีวันเดินและวิ่งได้อีก ความฝันทั้งปวงของเขาสูญสลายไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อย
อาการของเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขาทั้งสองยังไม่มีความรู้สึก
ผ่านไปหกเดือน บาดแผลหายแล้ว ขาทั้งสองมีรอยแผลเป็นถึงกระดูก รอยแผลเป็นของขาข้างหนึ่งสูงถึงสะโพก เขาพยายามยืน แต่ไม่สำเร็จ ขาของเขายังไม่มีความรู้สึก
ภาพความสนุกของการวิ่งเล่นกลางทุ่ง และชีวิตกลางแจ้งที่เขารักผุดขึ้นมา เขาตัดสินใจว่าเขาจะไม่ยอมกลายเป็นคนพิการไปจนตลอดชีวิต เขาเชื่อว่าหากเขานวดขาของเขาไม่หยุด มันอาจจะดีขึ้นก็ได้
แล้วเขาก็นวดขาของเขาทุกวัน เบื้องแรกมันไม่มีความรู้สึก แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าขาของเขาเริ่มตอบสนองต่อสัมผัส ขาของเขายังไม่ตาย!
ในที่สุดเขาก็สามารถยืนได้อย่างลำบากยากเย็น ขาทั้งสองรองรับนำหนักตัวได้ ในระดับหนึ่ง เขาไม่ละความพยายาม เขาตั้งใจว่าต้องเดินให้ได้
เขาค่อย ๆ เดินโดยใช้เก้าอี้ช่วย การเดินยังเอียงไปเอียงมา แต่เขายังเดินต่อไป เขาพูดกับตัวเองว่าเขาต้องไม่เป็นคนพิการ ทุกวันเขานวดขาทั้งสอง โดยเฉพาะขาข้างซ้ายที่อ่อนแอกว่า
ผ่านไปปีเศษ เขาได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก
วันหนึ่งเมื่ออากาศดี แม่เข็นเขาออกไปรับอากาศบริสุทธิ์นอกบ้าน เขาลงจากรถเข็นยืนบนพื้น มุ่งมั่นจะเดิน แต่ทำได้เพียงลากตัวเองไปบนพื้นหญ้า ขาของเขาไม่ยอมเดิน
เด็กน้อยลากตัวเองไปถึงรั้วสีขาว เขาใช้มือจับรั้ว พยายามยกตัวเองขึ้นยืนอย่างยากเย็น แล้วก้าวออกไปอย่างยากลำบาก เขาทำเช่นนี้ทุกวัน จนรอบรั้วปรากฏทางเดินที่เขาสร้างขึ้น
แล้ววันหนึ่ง กลางทุ่งชนบทแห่งแคนซัส เด็กชายผู้ไม่ยอมแพ้ก็เดินได้สำเร็จ
..................................
เรื่องร้ายเกิดขึ้นกับแทบทุกคน บางคนประสบเรื่องร้ายแรงกว่าคนอื่น บางเรื่องทำให้พวกเขาล้มลงไปตลอดชีวิต
ทว่าโลกมีตัวอย่างบุคคลที่ฝ่าฝืนคำสั่งของชะตาชีวิตเสมอ พวกเขาเชื่อว่าหากมีความมุ่งมั่นพอ ฝึกฝนนานพอ เรื่องร้ายแรงที่สุดก็อาจลดความร้ายลงไปได้
พราะคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นไปไม่ได้ โลกเราจึงเต็มไปด้วยคนที่ร่างกายครบสามสิบสองผู้ชอบเอ่ย “เป็นไปไม่ได้” ก่อนที่จะลองทำ
เด็กชายผู้ซึ่งขาทั้งสองมีโอกาสพิการไปตลอดชีวิตสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ปฏิเสธที่จะเชื่อเช่นนั้น แล้วเปลี่ยน 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม
เมื่อใจมุ่งมั่นแน่วแน่ 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ก็ไปไกลกว่าสองเท้าที่ก้าวเดินของเขา
พลังใจขนาดนี้มาจากไหน? คนใกล้ชิดของเกลนบอกว่า เขารักการวิ่งเล่นกลางแจ้งมากจนเขาใช้มันเป็นความฝันของเขาที่เขาจะมุ่งมั่นไปให้ถึง
มันเป็นไฟของเขา ไฟของความฝัน ไฟของชีวิต
หากเด็กน้อยสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาได้ขนาดนี้ เราทุกคนก็น่าจะทำเรื่องที่ยากน้อยกว่านี้ได้
ยากน้อยกว่านี้?
ใช่ ยากน้อยกว่านี้หลายเท่า!
สามปีต่อมา เกลนอายุสิบเอ็ดกลับไปโรงเรียนอีกครั้ง บ้านของเขาอยู่ห่างจากโรงเรียนหนึ่งไมล์ เขากลับไปกินข้าวเที่ยงที่บ้าน จึงเดินไปกลับสี่รอบ สี่ไมล์ต่อวัน
วันหนึ่งเขาจับหางลาและเริ่มวิ่งตามลา ขาทั้งสองเหมือนมีเข็มแทง แต่มันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วเขาก็เริ่มวิ่ง เขาวิ่งไปทั่วท้องทุ่ง ทั่วเมือง วิ่งไปยังทุกหนทุกแห่ง เพราะสองขาที่ได้คืนมาเป็นของขวัญพิเศษ ภาพเด็กชายผู้รอดชีวิตจากเพลิงไหม้โดยขาทั้งสองเกือบถูกตัดวิ่งไปทั่วเมืองทำให้ชาวบ้านมองเขาด้วยความไม่เชื่อตา
แล้วเขาก็ไปวิ่งแข่ง...
เมื่อเขาคว้าชัยชนะการวิ่งแข่งครั้งแรกนั้น ฝูงชนลุกขึ้นปรบมือให้แก่กำลังใจของเด็กหนุ่มผู้หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมแพ้
หัวใจที่สู้ไม่ถอยทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกให้เป็นไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์
แล้วเขาก็ไปยังสนามวิ่งแข่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก - โอลิมปิก
เมื่อเขาคว้าชัยชนะจากสนามโอลิมปิก โลกก็ได้รับบทเรียนบทหนึ่งว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ไปได้ไกลเพียงไร
วินทร์ เลียววาริณ
25-6-26........................
ย่อความจาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ1 วันที่ผ่านมา -

ในชีวิตนี้ผมดูหนังมาก แต่ดูหนังผีน้อย
ที่แปลกคือสมัยก่อนผมดูหนังผีได้สบายๆ ผีดุแค่ไหนก็ไม่หวั่น
ตอนนี้ดูไม่ค่อยไหว
หลายเรื่องเป็นหนังผีที่ดูมานานแล้ว แต่ยังจดจำได้ เช่น
The Mephisto Waltz (1971) เรื่องวิญญาณย้ายร่าง
The Omen (1976) ยังจำฉากแผ่นกระจกตัดหัวคนได้
The Sixth Sense (1999) เรื่องนี้ดี ชอบมาก
The Medusa Touch (1978) เรื่องการใช้พลังจิตก่อเรื่องร้าย เรื่องนี้ดีตรงที่จับประเด็นสังคม จัดเป็นหนังสยองขวัญที่มีสาระ
ผมใช้แนวคิดแบบนี้ตอนเขียนเรื่องผีสองเล่ม คือ ประเทศผีสิง และ อุโมงค์
นั่นคือเรื่องผีที่มีสาระทางความคิด สะท้อนสังคม หรือปรัชญา
โจทย์แบบนี้ยาก แต่ค่อยท้าทายสมองหน่อย
ใช่ กลัวผี แต่ก็เขียนเรื่องผี
พรุ่งนี้จะเล่าที่มาของการเขียนงานตระกูลนี้
และถือโอกาสป้ายยาขายของไปด้วย
ดูหนังถี่แบบนี้ ต้องหารายได้เป็นค่าดูหนังหน่อย
วินทร์ เลียววาริณ
24-6-261 วันที่ผ่านมา -

Obsession เป็นหนังทุนต่ำ ค่าถ่ายทำไม่ถึงหนึ่งล้านเหรียญ แต่กวาดเงินไป 300 กว่าล้านในเวลาสั้นๆ มากกว่าสองเท่าของ Disclosure Day ที่ลงทุนร้อยกว่าล้าน
ปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นผลมาจากปากต่อปากและกระแสไวรัล
ผมไปดูหนังเรื่องด้วยเหตุผลเดียวคืออยากรู้ว่า มันมีคอนเส็ปต์ใหม่ที่น่าสนใจอะไร ทำไมคนทั้งโลกจึงพูดถึง ทำไมคะแนนในทุกโพยสูงลิบแตะ 10/10
ในความเห็นส่วนตัว นี่เป็นหนัง overhyped (กระแสดีเกินความเป็นจริง) หนังมีแง่มุมอะไรให้คิดก็จริง แต่ไม่ถึงขั้นใหม่สดหรือเป็นหนังสยองขวัญที่ดีที่สุด
มาตรฐานหนังสยองขวัญที่ดีในความเห็นของผม ถ้าไม่มีคอนเส็ปต์ใหม่สด ก็ต้องให้สาระทางความคิด เช่น Get Out หรือ Sinner ที่มีเนื้อหาสะท้อนสังคมมากกว่า หรือที่เก่ากว่านั้นคือ The Medusa Touch (1978) เรื่องการใช้พลังจิตฆ่าคน นัยว่าเพื่อประโยชน์ต่อชาวโลก จัดเป็นหนังสยองขวัญที่มีสาระ
Obsession ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คาด ไม่ต้องหลับตา ไม่ได้กระโดดกอดหญิงสาวใกล้ๆ แต่บางอย่างในตัวหนังอาจฝังในจิตใต้สำนึก เพราะเมื่อคืนนี้กลางดึก เกิดอาการอึดอัดคล้ายกำลังจิตตก ภาพเลวร้ายในหนังปรากฏขึ้น ตื่นเช้าด้วยความเหน็ดเหนื่อยเหมือนโดนผีนั่งทับ จึงบอกกับตัวเองว่า ตั้งแต่นี้ข้าพเจ้าจะไม่ดูหนังแนวนี้อีกแน่นอน เพราะดูแล้วไม่มีความสุขเลย (หวังว่าตัวเองจะรักษาสัญญาได้ เพราะผิดสัญญามาหลายทีแล้ว!)
ตอนแรกจึงคิดว่าจะไม่รีวิว แต่ไหนๆ ก็เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว รีวิวให้จบก็แล้วกัน
จะวิจารณ์หนังเรื่องนี้จำเป็นต้องเล่าเรื่อง จึงหนีไม่พ้นการมีสปอยเลอร์ หากใครคิดจะดูหนังเรื่องนี้ ก็อย่าเพิ่งอ่านต่อ
โครงเรื่องย่อๆ ของ Obsession คือชายหนุ่ม (ชื่อแบร์) ชอบหญิงสาว (ชื่อนิกกี้) ในที่ทำงานเดียวกัน แต่ไม่กล้าบอกความในใจ เขามารู้ทีหลังว่านิกกี้เห็นเขาเหมือนน้องชายมากกว่า
แบร์พึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติ อธิษฐานว่าขอให้นิกกี้รักตนไปจนวันตาย และก็เป็นจริงตามนั้น นิกกี้ตามติดแบร์เหมือนเงาประจำตัว และเริ่มมีพฤติกรรมกระทำเรื่องสยองขวัญทุกวัน แบร์อยากเปลี่ยนคำอธิษฐาน แต่ทำไม่ได้
แล้วทั้งเรื่องดำเนินไปโดยเล่าว่านิกกี้ก่อเรื่องสยองขวัญอะไรบ้าง ทำให้เรื่องเหมือนจะเดินอยู่กับที่
เราค่อยๆ รับรู้ว่าคำอธิษฐานของแบร์มีราคาที่ต้องจ่าย อำนาจเหนือธรรมชาติหรือปิศาจหรืออะไรก็แล้วแต่ ครอบงำตัวตนที่แท้จริงของนิกกี้ และนิกกี้ก็ผีเข้าผีออก สลับไปมาระหว่างตัวตนจริงกับตัวตนที่ถูกอำนาจนั้นครอบงำ
หนังเล่าเรื่องในมุมมองของแบร์ คนดูจึงเห็นพฤติกรรมเลวร้ายของนิกกี้ทั้งเรื่อง แต่หากมองในมุมของนิกกี้ จะพบว่าเธอต่างหากคือเหยื่อ ในบางช่วงที่เธออยู่ในตันตนที่แท้จริง เธอขอให้แบร์ฆ่าเธอให้พ้นจากความทรมาน เธอเป็นคนที่ต้องจ่ายราคาของคำอธิษฐานของแบร์ และนี่ก็คือความสยองขวัญของชีวิต
ฮอลลีวูดใช้คอนเส็ปต์คำอธิษฐานในหนังหลายเรื่อง เช่น Big (1988) Liar Liar (1997) 13 Going on 30 (2004) เป็นต้น มันทำให้หนังเข้าไปในพื้นที่ของหนังแฟนตาซี และลดความสมจริง เรื่องนี้ก็เช่นกัน ต่างกันตรงที่ทำเป็นหนังสยองขวัญ และเราคนดูก็จะยอมหลับตาข้าหนึ่ง ยอมรับว่ามันเป็นหนัง what-if สมมุติว่าเราสามารถอธิษฐานอะไรก็ได้
Obsession เป็นงาน plot-based เล่นกับพล็อตเป็นหลัก จบโดยใช้สูตรเดียวกับหนังไซไฟเรื่อง Life (2017) ที่ตัวละครสองคนพบจุดจบสลับกัน ทั้งสองพบว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือความสยองขวัญ และหนังก็จบด้วยเสียงหวีดร้องเหมือนกัน
จุดเด่นที่สุดของ Obsession กลับอยู่ที่นักแสดงหญิง (Inde Navarrette) ทำให้อดเปรียบเทียบกับ แจ็ค นิโคลสัน ในเรื่อง The Shining ของ สแตนลีย์ คูบริก ไม่ได้
The Shining เป็นหนังผี สร้างจากงานเขียนของ สตีเฟน คิง แจ็ค นิโคลสัน ในเรื่องนี้แสดงได้หลอนน่ากลัวมาก จนถือเป็นมาตรฐานงานหลอน
เหตุที่โยงถึง The Shining เพราะทั้งสองเรื่องใช้นิทานเด็ก Hansel and Gretel ของ Brothers Grimm มาเสียบเหมือนกัน
The Shining ใช้ Hansel and Gretel เป็นกรอบของเรื่อง เปรียบป่าเป็นโรงแรมในเรื่อง ตัวละครหลักเปรียบเหมือนแม่มดในนิทาน ฯลฯ
ส่วนใน Obsession เรื่อง Hansel and Gretel ถูกดัดแปลงเป็นว่า Gretel (อุปมาเป็นนิกกี้) พยายามจะชวนน้องชาย (อุปมาเป็นแบร์) ขึ้นเตียง ในตัวตนจริงนิกกี้มองแบร์เป็นเพียงน้องชาย การที่อำนาจเหนือธรรมชาติครอบงำบังคับให้เธอรักลุ่มหลงแบร์ จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ผลที่ตามมาคือพฤติกรรมสยองขวัญทั้งหลาย
โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ แม้แต่คำอธิษฐานก็มีราคาของมัน
และบ่อยครั้งคนจ่ายราคาของคำอธิษฐานมักเป็นคนอื่น
7.666/10
(ฉายทางโรงภาพยนตร์)วินทร์ เลียววาริณ
24-6-26วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
1 วันที่ผ่านมา -

หยาดน้ำหยดเล็กร่วงลงมาจากฟ้าแต่เช้ามืด เงยหน้าขึ้นมองเบื้องบน เมฆเทาเข้มครอบฟ้าอย่างนี้แสดงว่าเทวดาคงไม่หยุดเล่นน้ำไปอีกนาน ปกติท้องฟ้าสีเทาหม่นอย่างนี้แสดงว่าเมืองทั้งเมืองจะเปียกปอนทั้งวันทั้งคืนเช่นที่เป็นมาหลายวันแล้ว และจะเป็นอย่างนี้อีกวันอีกคืน และคงอีกวันอีกคืน
ด้วยสภาพอากาศอย่างนี้ ผมคงเดินทางไปที่จุดหมายไม่ได้ แต่มันเป็นการเดินทางที่ไม่อาจเลื่อนได้ มันเป็นหลักไมล์ที่สำคัญที่สุดหลักหนึ่งของชีวิต
แม้แต่ก้าวแรกที่จะไปดูผลการสอบเข้าสนามความฝัน ก็ยังมีอุปสรรค!
ม.อ. หรือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นจุดเดียวในภาคใต้ที่นักเรียนไปดูผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ บ้านเกิดของผมอยู่หาดใหญ่ ทุกครั้งที่โรงเรียนปิดภาค ผมเลือกมาหลบมุมหาไออุ่นที่เมืองแห่งสายฝนนี้
ครั้นถึงบ่ายท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาเข้ม ผมตัดสินใจฝ่าฝนไป ผมจับรถสองแถวไปลงที่ตลาดสด แล้วโดยสารรถสองแถวอีกคันหนึ่งซึ่งรับนักศึกษาไปส่งที่ ม.อ.
แปลก! ระยะทางไม่ถึงสิบกิโลเมตรดูยาวเหลือเกิน นึกถึงผลสอบที่จะรู้ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ใจก็อดเต้นแรงไม่ได้ ตลอดปีที่ผ่านมาผมเตรียมตัวสอบอย่างหนัก ตั้งเป้าว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เดิมพันคือหากสอบไม่ได้ พ่อแม่พี่ก็ต้องลำบากกว่าเดิม มีโอกาสสูงที่ผมต้องเลิกเรียน ไปค้าขาย
ผมเลือกคณะวิชาทั้งทางสายวิทย์และศิลป์ เป็นหนึ่งในจำนวนน้อยคนที่ถูกประทับตรา ฉ. ผมสอบสิบสามวิชาขณะที่ผู้สมัครทั่วไปสอบเพียง 4-5 วิชาเท่านั้น การสอบจำนวนวิชาเท่านี้ตัดกำลังการเตรียมสอบมาก และเป็นความเสี่ยงที่ทุกคนแนะนำให้เลี่ยง
ผมไม่คาดหวังว่าจะต้องสอบเข้าทางเลือกหมายเลข 1 ได้ ขอเพียงเข้ามหาวิทยาลัยรัฐสักแห่งได้ก็ดีพอแล้วสำหรับนักเรียนจากต่างจังหวัดครอบครัวฐานะไม่ดี และไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนสูง...
รถสองแถวจอดหน้า ม.อ. ผมเดินฝ่าฝนเข้าไปในโถง มองแวบเดียวก็รู้ว่าจุดหมายอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบก้าวข้างหน้านี่เอง เห็นหลายคนเดินไปเดินมาระหว่างบอร์ดไม้ราวสิบบอร์ด จุดตัดสินอนาคตของนักเรียนทั้งประเทศพิมพ์บนกระดาษฟูลสแก็ป เรียงเป็นปึก ติดตรึงบนบอร์ดไม้
มือสั่นเล็กน้อยขณะยืนหน้าบอร์ด ฉ. กวาดนิ้วไล่ดูเลขสอบเพียงไม่กี่นิ้วลงมาก็พบชื่อตัวเองและอักษร จ.ฬ. 11 ผมงงไปวูบใหญ่ จ.ฬ. คือรหัสจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยแน่นอน ไม่น่าเป็นไปได้! มันคือทางเลือกหมายเลข 1 ของผม
ผมฝ่าฝนกลับบ้านไปบอกพ่อแม่ และฝังความทรงจำวันฝนตกแห่งปี พ.ศ. 2518 ไว้ในห้วงลึกของหัวใจ
ทางไปสู่ความฝันมีเมฆฝนปกคลุมเสมอ แต่หากไม่หยุดก้าวไปข้างหน้า เมฆและฝนก็ทำอะไรเราไม่ได้
อีกครั้งผมมองดูท้องฟ้าที่สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย
ไม่รู้อนาคตเป็นอย่างไร แต่ก็จะเดินไปให้สุดฝัน
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
24-6-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากShopee https://s.shopee.co.th/3B4WYil0CG
สั่งจากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
ท่านที่สั่งซื้อหนังสือจากเว็บ หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ1 วันที่ผ่านมา -

ผมยืนอยู่ที่ริมสนามฟุตบอล มองดูภาพเบื้องหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ยกกระเป๋าเดินทางออกไปวางไว้นอกบ้าน และไปลาแม่ แม่ไม่ได้พูด ไม่ได้ร้องไห้ แต่ความรู้สึกห่วงใยของแม่ฉายชัดในนัยน์ตาคู่นั้น
ที่ริมหน้าต่างครัว มดสองสามตัวกำลังขนเมล็ดข้าวเดินทาง ผมก็กำลังเดินทาง อย่างที่พ่อบอก สักวันหนึ่งทุกคนต้องเดินไปตามทางของตัวเอง
ผมกำลังไปที่สถานีรถไฟ เดินทางจากบ้านเกิดริมสนามฟุตบอลไปยังเมืองหลวงเป็นครั้งแรก
ผมไม่เคยเดินทางไกลจากอ้อมอกแม่เช่นนี้มาก่อน แม้เราไม่ได้มีฐานะดี แต่ตลอดหลายปีนี้ อาหารทุกมื้อ เสื้อผ้าทุกตัวที่แม่ตัดเองไม่เคยขาดตกบกพร่องแม่เตรียมทุกอย่างพร้อมเสมอ แม้แต่การเก็บข้าวของใส่กระเป๋าสำหรับการเดินทางในวันนี้ ยังจัดการล่วงหน้าถึงสิบวัน
นึกถึงมดที่กำลังขนเมล็ดข้าวเดินทาง มันกลับรัง ผมจากรัง
เดินลัดสนามฟุตบอลไปยังสถานีรถไฟ พื้นที่สนามสีเขียวนี้เป็นสมบัติของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ผมรู้สึกเสมอว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน
รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีเวลา 12.47 น. เป็นบทที่หนึ่งของการเดินทางสู่โลกกว้าง แม้ว่าผมเคยแอบหนีไปเที่ยวในบางจังหวัดใกล้เคียง แต่ครั้งนี้เป็น ‘การเดินทาง’ ที่แท้จริง
ผมเงียบตลอดการเดินทาง รู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนทารกน้อยที่กำลังออกจากท้องแม่ มองป้ายชื่อสถานีต่าง ๆ สะพาน อุโมงค์ลอดถ้ำ รอยตัดถนน ทุ่งนา บ้านเรือน เสาไฟฟ้า ไม่จบสิ้น ระยะทางระหว่างสองเมืองนี้ห่างไกลกันมากเหลือเกิน การเดินทางโดยใช้รางเหล็กคู่ เป็นเครื่องมือในสมัยนั้นกินเวลาถึงสิบแปดชั่วโมง บางครั้งก็ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง เหมือนการเดินทางไปสู่อนันตกาล
วันรุ่งขึ้นเมื่อรถไฟเทียบสถานีเมืองหลวง ผมก็ก้าวเข้าสู่สเกลของเมืองแปลกหน้าที่ใหญ่กว่าบ้านเกิดหลายเท่าตัว
หลังจากเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 ซึ่งเป็นชั้นเรียนสูงสุดในหาดใหญ่เวลานั้น ผมมีสองทางที่จะเดิน หนึ่งคือเรียนต่อชั้น ม.ศ. 4-5 สองคือทำงานช่วยพ่อ
ว่าก็ว่าเถอะ ผมไม่มีปัญหากับการทำงาน เพราะไม่เคยคาดหวังอะไรในชีวิต ผมเคยหวังว่าจะได้เรียนชั้นมหาวิทยาลัย โลกของผมก็คือเมืองเล็กที่ผมเกิด ผมอยู่ต่อไปได้
แต่ดูเหมือนพ่อตัดสินใจให้ผมเรียนต่อ ก็เป็นภาคบังคับที่จะต้องเข้ากรุงเทพฯ จุดเดียวที่มีการศึกษาเกินชั้น ม.ศ. 3
ผมเข้าสอบคัดเลือก และสอบเข้าได้โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โรงเรียนน้องของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
เวลานั้นโรงเรียนบดินทรเดชาเพิ่งมีอายุได้สามปี ยังไม่มีที่เรียนของตนเอง สองปีแรกใช้ห้องเรียนของโรงเรียนเตรียมฯ ถนนพญาไท
เสื้อนักเรียนปักอักษรย่อ บ.ด. และกลัดเข็มพระเกี้ยวเหนืออักษร ขณะที่นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากลัดแค่เข็มพระเกี้ยว
ปีที่ผมเข้าเรียน โรงเรียนก่อสร้างตึกเรียนใหม่เสร็จ ตั้งอยู่ที่ถนนลาดพร้าว ผมจึงเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่ไปเรียนที่ลาดพร้าว
เวลานั้นถนนลาดพร้าวสภาพยังไม่เป็นถนนจริง ๆ ตลอดทางเป็นดินแดง ในฤดูร้อนฝุ่นแดงฟุ้งไปทั่วเมื่อรถผ่าน ในฤดูฝน มันก็กลายเป็นหลุมบ่อเกรอะกรัง
โรงเรียนไม่มีรั้ว มันตั้งอยู่กลางทุ่ง ใครคิดจะหนีเรียนก็จะพบว่าไม่มีอะไรที่นั้นเลยจริง ๆ
ผมผ่านสองปีนั้นเงียบ ๆ ในโรงเรียน นักเรียนทุกคนเรียนจริงจัง ประพฤติดี เรียบร้อย ไม่มีนักเรียนเหลวไหลเลยสักคนเดียว หลายคนเป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนผม ต้องการชีวิตที่ดีกว่าเช่นกัน ดังนั้นทุกคนจึงเรียนหนัก ตั้งเป้าจะสอบเข้าคณะดี ๆ ในมหาวิทยาลัย
ตลอดชีวิตนักเรียนนักศึกษา นักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชายุคนั้นเป็นนักเรียนที่เรียนจริงจังที่สุด
เมื่อเรียนชั้น ม.ศ. 5 ผมเห็นประกาศประกวดเรียงความ คำขวัญ และโปสเตอร์ เนื่องในโอกาสปีประชากรแห่งโลก พ.ศ. 2517 ผมส่งงาน โปสเตอร์เข้าประกวด ได้รับรางวัลที่ 2 (ปีนั้นไม่มีรางวัลที่ 1) ได้รับเงินรางวัล 1,500 บาท อาจารย์ใหญ่โรงเรียนคือ คุณหญิงพรรณชื่น รื่นศิริ พาผมไปรับรางวัลที่กระทรวงศึกษาธิการ
มันเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่ง มันทำให้ผมเกิดความหวังว่า บางทีตนเองอาจจะเลือกเรียนสายศิลปะได้ ซึ่งอาจจะคิดช้าไปนิด เพราะหากอยากทำงานเป็นนักวาด ไม่ควรเรียนต่อชั้นเตรียมอุดมศึกษาสายวิทย์ แต่ควรไปเรียนเพาะช่างเลย น่าจะดีกว่า อาจารย์ที่ปรึกษาก็ไม่สนับสนุนให้นักเรียนสายวิทย์เลือกคณะวิชาสายศิลป์ อย่าว่าแต่สายจิตรกรรม แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกว่าน่าจะไปลอง
ผมใช้เวลาตลอดปีชั้น ม.ศ. 5 เตรียมสอบเอนทรานส์ ผมรู้มานานแล้วว่าผมจะสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ไม่ใช่เพราะอยากสร้างบ้าน แต่เพราะอยากวาดรูป สมัยนั้นยังไม่มีคณะวิชาด้านศิลปะมากมาย คณะสถาปัตย์ฯกับคณะจิตรกรรมฯน่าจะใกล้โลกที่ผมอยากเข้าไปที่สุด
เมื่อเรียนจบชั้น ม.ศ. 5 ก็ไปสอบเอนทรานส์เข้ามหาวิทยาลัย ผมเลือกคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เป็นอันดับ 1 อันดับ 2 ผมเลือกคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เมื่อเลือกทั้งคณะสายวิทย์และศิลป์แบบนี้ ก็ต้องสอบรวมสิบสามวิชา
วันที่ผมไปสอบวิชาวาดรูปที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเป็นเด็กนักเรียนชั้นเตรียมอุดมคนเดียวที่ไปสอบวาดรูป ผู้สอบที่เหลือทั้งหมดมาจากสายเพาะช่าง
ทว่าหลังจากเตรียมสอบเข้มข้นมาทั้งปี เมื่อถึงวันสอบคัดเลือก ผมไม่ค่อยมีความกังวลอะไร สอบไปทีละวิชาจนครบ 13 วิชา แล้วกลับบ้านเกิดไปรอฟังผลสอบ
วินทร์ เลียววาริณ
23-6-26บางท่อนจาก ชีวิตที่ดี หนังสือประวัติชีวิตของ วินทร์ เลียววาริณ เล่าโดยเจ้าตัว เป็นบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เล่าวิถีชีวิตของชาวหาดใหญ่เมื่อ 50-60 ปีก่อน แสดงแง่คิด มุมมอง ทัศนคติของชีวิต
เล่มนี้ตั้งใจใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพตัวเอง ถ้าซื้อตอนนี้ก็ได้ลายเซ็น ถ้าไปรับในงานศพ จะไม่มีลายเซ็น สั่งได้จากShopee https://s.shopee.co.th/3B4WYil0CG
สั่งจากเว็บ https://www.winbookclub.com/store/detail/236/ชีวิตที่ดี
ท่านที่สั่งซื้อหนังสือจากเว็บ หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ3 วันที่ผ่านมา
