• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    เช้าตรู่วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1917 กลางความหนาวเหน็บของปลายฤดูหนาวที่แคนซัส สหรัฐฯ เด็กสี่คนสกุลคันนิงแฮมไปโรงเรียนแต่เช้าตรู่ คนพี่ชื่อ ฟลอยด์ อายุสิบสาม ลีธาอายุเกือบสิบสอง เรย์มอนด์สิบขวบ และคนน้องชื่อ เกลน อายุเจ็ดขวบครึ่ง ตามหลักปฏิบัติ ใครที่ไปถึงโรงเรียนก่อนมีหน้าที่จุดไฟในเตาผิงเพื่อให้ห้องเรียนอุ่นก่อนที่ครูและเพื่อน ๆ จะมาถึง

    พี่น้องทั้งสี่เกิดที่แอตแลนตาในครอบครัวชาวไร่ เกลนชอบชีวิตกลางแจ้ง ชอบวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ ขณะที่เด็กชายทั้งสามเข้าไปในห้อง ลีธานั่งชิงช้าอยู่ข้างนอก

    โรงเรียนใช้เตาผิงถ่านหินแบบเก่า การจุดเตาต้องราดด้วยน้ำมันก๊าด แต่ก่อนถึงเช้าวันนั้นใครบางคนเข้าใจผิด เติมน้ำมันแกสโซลีนเข้าไปในถังขนาดห้าแกลลอนบรรจุน้ำมันก๊าด แกสโซลีนนั้นใช้สำหรับจุดตะเกียงสำหรับใช้ในการประชุมตอนค่ำ และคนที่จะถือส่องทาง

    ฟลอยด์ราดแกสโซลีนบนถ่านที่ยังคุอยู่ พลันเกิดเสียงระเบิด ไฟลุกท่วมบริเวณนั้น ลามมาติดชุดกันหนาวของเด็กทั้งสอง ฟลอยด์ถูกไฟลวกหน้าอกและหน้าท้อง เกลนซึ่งยืนอยู่ข้างหลังถูกไฟลวกร่างกายท่อนล่าง ส่วนเรย์มอนด์ไม่ถูกไฟ เขาวิ่งไปเปิดประตู

    เด็กชายที่เสื้อผ้าติดไฟทั้งสองวิ่งถลันออกมา ฟลอยด์ตะโกนบอกน้องให้เอาทรายมาดับไฟ น้องทั้งสองก็รีบตักทรายใส่ร่างเด็กชายทั้งสอง ไฟดับในที่สุดแต่ทรายก็ปนเข้าไปในบาดแผลไฟไหม้ ขณะที่ไฟกำลังโหมไหม้อาคารเรียน

    หมอที่อยู่ไกลออกไปยี่สิบห้าไมล์มาดูอาการเด็กชายทั้งสองที่บ้าน ฉีกผ้าปูเตียงเป็นผ้าพันแผล ชุบด้วยน้ำมันลินซีดและไข่

    ฟลอยด์มีอาการสาหัส เขาช็อก ไฟลวกหน้าท้องถึงไตทั้งสองข้าง ส่วนอาการของเกลนก็สาหัสเช่นกัน ไฟลวกขาทั้งสองข้าง พวกเขาไม่แน่ใจว่าเด็กทั้งสองจะรอดหรือไม่

    เกลนนอนซมบนเตียง ขยับตัวอย่างลำบาก ขาทั้งสองไร้ความรู้สึก มันเป็นความทรมานทางกายอย่างยิ่ง การเปลี่ยนผ้าพันแผลเป็นความทรมานที่สุด เพราะผ้าติดแนบกับหนัง ทุกครั้งที่หมอถอดผ้าพันแผลออก ก็มีเนื้อหลุดออกมา น้ำเหลืองนองเตียง

    การเปลี่ยนผ้าพันแผลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งเกลนจับเตียงแน่นด้วยความเจ็บปวด และลีธาช่วยจับตัวเขาไม่ให้ดิ้นเมื่อหมอเปลี่ยนผ้าพันแผล เขาได้ยินเสียงฟลอยด์เอ่ยมาบอกให้เขาอดทน เมื่อรักษาตัวหายแล้วจะไปเล่นด้วยกัน

    ฟลอยด์อดทนถึงวันที่เก้า ก็สิ้นใจ

    เกลนสูญเสียกล้ามเนื้อที่หัวเข่าและที่นิ้วเท้าขาซ้ายทั้งหมด สภาพบาดเจ็บของเขาเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากติดเชื้อไม่เพียงเขาต้องเสียขา แต่จะเสียชีวิตด้วย

    เขาไม่ถูกตัดขา แต่มันอยู่ในสภาพบาดเจ็บอย่างหนัก ใช้การไม่ได้ หมอบอกว่าเขาจะกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต จะไม่มีวันเดินได้อีก มิพักเอ่ยถึงการวิ่งที่เขาชอบ

    เด็กชายคิดในใจ เขาจะไม่มีวันเดินและวิ่งได้อีก ความฝันทั้งปวงของเขาสูญสลายไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อย

    อาการของเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขาทั้งสองยังไม่มีความรู้สึก

    ผ่านไปหกเดือน บาดแผลหายแล้ว ขาทั้งสองมีรอยแผลเป็นถึงกระดูก รอยแผลเป็นของขาข้างหนึ่งสูงถึงสะโพก เขาพยายามยืน แต่ไม่สำเร็จ ขาของเขายังไม่มีความรู้สึก

    ภาพความสนุกของการวิ่งเล่นกลางทุ่ง และชีวิตกลางแจ้งที่เขารักผุดขึ้นมา เขาตัดสินใจว่าเขาจะไม่ยอมกลายเป็นคนพิการไปจนตลอดชีวิต เขาเชื่อว่าหากเขานวดขาของเขาไม่หยุด มันอาจจะดีขึ้นก็ได้

    แล้วเขาก็นวดขาของเขาทุกวัน เบื้องแรกมันไม่มีความรู้สึก แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าขาของเขาเริ่มตอบสนองต่อสัมผัส ขาของเขายังไม่ตาย!

    ในที่สุดเขาก็สามารถยืนได้อย่างลำบากยากเย็น ขาทั้งสองรองรับนำหนักตัวได้ ในระดับหนึ่ง เขาไม่ละความพยายาม เขาตั้งใจว่าต้องเดินให้ได้

    เขาค่อย ๆ เดินโดยใช้เก้าอี้ช่วย การเดินยังเอียงไปเอียงมา แต่เขายังเดินต่อไป เขาพูดกับตัวเองว่าเขาต้องไม่เป็นคนพิการ ทุกวันเขานวดขาทั้งสอง โดยเฉพาะขาข้างซ้ายที่อ่อนแอกว่า

    ผ่านไปปีเศษ เขาได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก

    วันหนึ่งเมื่ออากาศดี แม่เข็นเขาออกไปรับอากาศบริสุทธิ์นอกบ้าน เขาลงจากรถเข็นยืนบนพื้น มุ่งมั่นจะเดิน แต่ทำได้เพียงลากตัวเองไปบนพื้นหญ้า ขาของเขาไม่ยอมเดิน

    เด็กน้อยลากตัวเองไปถึงรั้วสีขาว เขาใช้มือจับรั้ว พยายามยกตัวเองขึ้นยืนอย่างยากเย็น แล้วก้าวออกไปอย่างยากลำบาก เขาทำเช่นนี้ทุกวัน จนรอบรั้วปรากฏทางเดินที่เขาสร้างขึ้น

    แล้ววันหนึ่ง กลางทุ่งชนบทแห่งแคนซัส เด็กชายผู้ไม่ยอมแพ้ก็เดินได้สำเร็จ

    ..................................

    เรื่องร้ายเกิดขึ้นกับแทบทุกคน บางคนประสบเรื่องร้ายแรงกว่าคนอื่น บางเรื่องทำให้พวกเขาล้มลงไปตลอดชีวิต

    ทว่าโลกมีตัวอย่างบุคคลที่ฝ่าฝืนคำสั่งของชะตาชีวิตเสมอ พวกเขาเชื่อว่าหากมีความมุ่งมั่นพอ ฝึกฝนนานพอ เรื่องร้ายแรงที่สุดก็อาจลดความร้ายลงไปได้

    พราะคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นไปไม่ได้ โลกเราจึงเต็มไปด้วยคนที่ร่างกายครบสามสิบสองผู้ชอบเอ่ย “เป็นไปไม่ได้” ก่อนที่จะลองทำ

    เด็กชายผู้ซึ่งขาทั้งสองมีโอกาสพิการไปตลอดชีวิตสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ปฏิเสธที่จะเชื่อเช่นนั้น แล้วเปลี่ยน 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

    เมื่อใจมุ่งมั่นแน่วแน่ 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ก็ไปไกลกว่าสองเท้าที่ก้าวเดินของเขา

    พลังใจขนาดนี้มาจากไหน? คนใกล้ชิดของเกลนบอกว่า เขารักการวิ่งเล่นกลางแจ้งมากจนเขาใช้มันเป็นความฝันของเขาที่เขาจะมุ่งมั่นไปให้ถึง

    มันเป็นไฟของเขา ไฟของความฝัน ไฟของชีวิต

    หากเด็กน้อยสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาได้ขนาดนี้ เราทุกคนก็น่าจะทำเรื่องที่ยากน้อยกว่านี้ได้

    ยากน้อยกว่านี้?

    ใช่ ยากน้อยกว่านี้หลายเท่า!

    สามปีต่อมา เกลนอายุสิบเอ็ดกลับไปโรงเรียนอีกครั้ง บ้านของเขาอยู่ห่างจากโรงเรียนหนึ่งไมล์ เขากลับไปกินข้าวเที่ยงที่บ้าน จึงเดินไปกลับสี่รอบ สี่ไมล์ต่อวัน

    วันหนึ่งเขาจับหางลาและเริ่มวิ่งตามลา ขาทั้งสองเหมือนมีเข็มแทง แต่มันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ

    แล้วเขาก็เริ่มวิ่ง เขาวิ่งไปทั่วท้องทุ่ง ทั่วเมือง วิ่งไปยังทุกหนทุกแห่ง เพราะสองขาที่ได้คืนมาเป็นของขวัญพิเศษ ภาพเด็กชายผู้รอดชีวิตจากเพลิงไหม้โดยขาทั้งสองเกือบถูกตัดวิ่งไปทั่วเมืองทำให้ชาวบ้านมองเขาด้วยความไม่เชื่อตา

    แล้วเขาก็ไปวิ่งแข่ง...

    เมื่อเขาคว้าชัยชนะการวิ่งแข่งครั้งแรกนั้น ฝูงชนลุกขึ้นปรบมือให้แก่กำลังใจของเด็กหนุ่มผู้หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมแพ้

    หัวใจที่สู้ไม่ถอยทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกให้เป็นไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์

    แล้วเขาก็ไปยังสนามวิ่งแข่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก - โอลิมปิก

    เมื่อเขาคว้าชัยชนะจากสนามโอลิมปิก โลกก็ได้รับบทเรียนบทหนึ่งว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ไปได้ไกลเพียงไร

    วินทร์ เลียววาริณ
    25-6-26

    ........................
    ย่อความจาก 1 เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้
    61 บทความ 190.- บทความละ 3.1 บาท
    หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
    https://www.winbookclub.com/store/detail/150/1%20เปอร์เซ็นต์ของความเป็นไปได้ 
    หลังโอนเงินแล้ว ช่วยส่งภาพหลักฐานการโอนมาด้วย เพื่อเราจะรู้ว่าเป็นลูกค้าคนใด โดยส่งสลิปไปที่ order@winbookclub.com หรือปุ่ม "แจ้งการชำระเงิน" ในหน้าสั่งซื้อ

    1
    • 0 แชร์
    • 13

บทความล่าสุด