-
วินทร์ เลียววาริณ1 วันที่ผ่านมา
ช่วงนี้มีข่าวชาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งได้รับบัตรประชาชนไทย ปฏิกิริยาของคนไทยต่อข่าวนี้ต่างกัน ขึ้นกับความเข้าใจต่อภาพรวมของเหตุการณ์ แต่จะเข้าใจภาพรวมก็ต้องเข้าใจประวัติศาสตร์การสร้างชาติอิสราเอล
คนจำนวนมากเข้าใจว่าอิสราเอลกำเนิดขึ้นเพราะฮิตเลอร์ฆ่าชาวยิวไปหลายล้านคน ทำให้ต้องตั้งประเทศใหม่ให้พวกเขา แต่ความจริงความคิดจะสร้างรัฐอิสราเอลเกิดขึ้นมานานก่อนหน้านั้น ฮิตเลอร์เป็นแค่ตัวเร่ง
เราเรียกกลุ่มยิวที่คิดการใหญ่นี้ว่า ไซออนิสต์ (Zionist) ขบวนการนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 นานก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยซ้ำ
พวกไซออนิสต์พึ่งพาอังกฤษหาที่ตั้งประเทศ จนมาลงตัวที่ปาเลสไตน์ คนที่มีบทบาทในเรื่องนี้ชื่อ อาร์เธอร์ บัลโฟร์ (Arthur Balfour) รัฐมนตรีว่าการประทรวงการต่างประเทศอังกฤษ ในปี 1917 บัลโฟร์เสนอหลักการที่เรียกว่า The Balfour Declaration ให้รัฐบาลอังกฤษสนับสนุนการตั้งรัฐยิวในปาเลสไตน์ซึ่งอยู่ในการปกครองของอังกฤษ เรียกว่า Mandatory Palestine
เวลานั้นดินแดนปาเลสไตน์มีชาวยิวเพียงน้อยนิด คนพวกนี้ได้รับพาสปอร์ตปาเลสไตน์ นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลในเวลาต่อมา เช่น โกลดา แมร์ และ เดวิด เบน-กูเรียน ก็เคยถือพาสปอร์ตปาเลสไตน์มาก่อน
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความสนับสนุนของชาติตะวันตก ประเทศอิสราเอลก็ถือกำเนิดในปี 1948 โดยสหรัฐฯและประเทศอื่นๆ ประกาศรับรอง
ส่วนปาเลสไตน์นั้นไม่สามารถเป็นประเทศจนทุกวันนี้ ทั้งที่อยู่บนแผ่นดินนั้นมาก่อน เหตุผลเพราะพระเจ้าไม่ได้อยู่ฝ่ายพวกเขา!
เจ้าของดินแดนไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียง
ตอกย้ำยืนยันโดยนายกฯอิสราเอล โกลดา แมร์ ที่ให้สัมภาษณ์ The Sunday Times ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน 1969 ว่า “There was no such thing as Palestinians.”
ฟังดูคล้ายนิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่า
อิสราเอลมักจะแย้งในประเด็น ‘ชาวนากับงูเห่า’ ว่า พาสปอร์ตปาเลสไตน์ออกให้โดยอังกฤษ จึงไม่ถือว่าพวกตนเป็นชาวปาเลสไตน์ แต่หากมองที่เจตนารมณ์ ก็เห็นชัดว่า อิสราเอลต้องการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมด ไม่ต้องการให้ปาเลสไตน์เป็นประเทศ ไม่ต้องการนโยบายประเทศคู่ (Two-state solution) ซึ่งรัฐอิสราเอลกับรัฐปาเลสไตน์อยู่เคียงคู่กันโดยสันติ
ความจริงอิสราเอลและปาเลสไตน์เคยเดินไปถึงจุดที่เซ็นสัญญาสันติภาพ Oslo Accords โดยอิสราเอลยอมรับนโยบาย Two-state solution ตัวแทนฝ่ายอิสราเอลคือ ยิตซัก ราบิน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ตัวแทนฝ่ายปาเลสไตน์คือ ยัสเซอร์ อาราฟัต ทั้งสองได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
แต่ Two-state solution ก็ล่ม นายกรัฐมนตรีอิสราเอลถูกยิงตาย
.......................
ผลโพลของหนังสือพิมพ์ Haaretz 82% ของชาวอิสราเอลต้องการให้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกไป
กระบวนการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากแผ่นดินเกิดทำอย่างเป็นระบบ วิธีหนึ่งคือทำให้แผ่นดินปาเลสไตน์อยู่อาศัยไม่ได้ การถล่มเมืองจนราบเป็นหน้ากลองก็เป็นเพราะเหตุนี้
วิธีการที่สองคือให้ประชาชนเข้าไปก่อตั้ง settlement ในปาเลสไตน์
settlement แปลว่าที่อยู่ ถิ่นฐาน อาณานิคม
หลายสิบปีนี้เกิด settlement ของอิสราเอลบนดินแดนปาเลสไตน์ประมาณ 350 แห่ง บรรจุคนประมาณเจ็ดแสนคน ชุมชุนเหล่านี้ขยายตัวเรื่อยๆ มีกำลังทหารคุ้มครอง
อีกวิธีหนึ่งคือ กำจัดเสียงต่อต้านจากชาวโลกอย่างเด็ดขาดด้วยข้อหา ‘antisemitism’ ศิลปิน นักร้อง นักแสดงคนใดเอ่ยประโยค “Free Palestine.” เมื่อใด จะหมดอนาคตในอาชีพทันที
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับประเทศไทย?
อาจจะไม่เกี่ยว แต่ก็อาจจะเกี่ยว เพราะเรากำลังเห็นสิ่งที่ดูคล้าย ‘settlement’ ผุดขึ้นในเมืองไทย
คนไทยจำนวนมากอาจมองเรื่องบัตรประชาชนและ settlement เป็นเรื่องไกลตัว และ “คงไม่เป็นไรมั้ง” แต่ความประมาทคือหนทางสู่ความตาย ในโลกที่อำนาจเงินง้างได้ทุกอย่างเช่นเมืองไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้
ตลอดประวัติศาสตร์ไทย คนไทยไม่เคยรังเกียจคนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ความเมตตาต้องคู่กับปัญญา
เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติอื่นเพื่อที่จะไม่ทำผิดอย่างเดียวกันในบ้านเรา แต่เราก็เคยมีประสบการณ์ตรงเรื่องคนไทยขายชาติเปิดประตูเมืองให้ข้าศึกเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่หนึ่ง
นี่ไม่ใช่เหตุผลให้เกลียดชังชาวยิว แต่เป็นเหตุผลให้ระวัง เพราะทั้งบัตรประชาชนกับ settlement ในจังหวัดต่างๆ ยากจะเกิดขึ้นหากไม่มีนอมินีคนไทยที่เห็นแก่เงินช่วยเหลือ
เพราะหากถึงวันหนึ่งเมื่อศิลปิน นักร้อง นักแสดงสักคนสองคนเอ่ยประโยค “Free Thailand.” ก็สายเกินไปแล้ว
วินทร์ เลียววาริณ
18 กันยายน 25692- แชร์
- 1114
-

สมมุติว่า 2 (ต่อจาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=1684830136339004&set=a.208269707328395 )
วินทร์ #1001 : “ครั้งหนึ่งพระเจ้าอโศกฯทรงไปรบที่แคว้นกาลิงคะ คนตายไปมาก จึงเกิดความสลดพระทัย ในช่วงเวลานั้นทรงมีโอกาสพบภิกษุในพุทธศาสนารูปหนึ่ง พอได้สดับธรรมแล้วก็เลื่อมใสในพุทธศาสนา จนเปลี่ยนพระนิสัยไดเหมือนองคุลีมาลกลับใจ เลิกทำสงคราม ทำนุบำรุงพุทธศาสนา ทรงสร้างวัดวาอารามไปทั่วแผ่นดิน ส่งสมณทูตไปเผยแผ่ศาสนาทุกทิศ มีอยู่คณะหนึ่งมาเผยแผ่ศาสนาพุทธที่แผ่นดินสุวรรณภูมิ...”
วินทร์ #2009 : “ก็คือต้นกำเนิดของพุทธศาสนาในเมืองไทย...”
วินทร์ #1001 : “ใช่ ทีนี้ลองคิดดูว่า สมมุติว่าพระเจ้าอโศกมหาราชไม่ทรงก่อสงคราม ก็คงไม่เผยแผ่พุทธศาสนามาทางนี้ และสมมุติว่าศาสนาอื่น เช่น ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ หรือศาสนาอิสลามเดินทางมาถึงแผ่นดินสุวรรณภูมิก่อนศาสนาพุทธ จะเกิดอะไรขึ้น? เราก็จะเป็นประเทศคริสต์หรืออิสลามอย่างแน่นอน ตอนนี้บ้านเราก็อาจมีแต่โบสถ์หรือมัสยิด เห็นมั้ยว่ามันต่างกันแค่ช่วงจังหวะเวลาของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เท่านั้น เช่นกัน สมมุติว่าเจ็งกิสข่านทำสงครามข้ามโลก แล้วเกิดปลงตกเหมือนพระเจ้าอโศกฯ เจอพระภิกษุสักรูป เกิดเลื่อมใสหลักธรรมของพุทธศาสนาขึ้นมา แล้วเผยแผ่พุทธศาสนาไปทั่วยุโรปที่เขายึดครอง ก็เป็นไปได้ที่ตอนนี้พวกฝรั่งนับถือพุทธกันหมด ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า สนใจเรื่องกรรม ป่านนี้ก็อาจมีหลวงพ่อหลวงพี่ตาน้ำข้าววัดใดวัดหนึ่งกำลังเทศน์ให้ชาวบ้านทำบุญและแก้กรรมผ่านบัตรเครดิตหรือแบบหักบัญชีธนาคาร...”
วินทร์ #3365 : “นี่ก็คือโลกของผมนี่นา!”
วินทร์ #1001 : “คราวนี้ผมจะสมมุติต่อไปว่าพวกฮีบรูไม่ได้อพยพออกจากอียิปต์เพราะฟาโรห์ทรงอนุญาตให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานที่อียิปต์โดยไม่มีปัญหา ไม่ต้องข้ามทะเลแดงไปหาที่อยู่ใหม่ โลกก็คงไม่มีบัญญัติสิบประการ ไม่มีศาสนายิว และแน่นอนเมื่อไม่มีศาสนายิว ก็ย่อมไม่มีศาสนาคริสต์และอิสลาม และความเชื่อเรื่องพระเจ้าก็ไม่เกิดขึ้นในโลก พระเยซูอาจจะยังทรงเป็นศาสดา แต่ไม่ใช่ของคริสต์ศาสนา และจะไม่เป็นสัญลักษณ์ของการไถ่บาปมวลมนุษย์”
วินทร์ #2009 : “นี่คุณกำลังจะรื้อศาสนาคริสต์ อิิสลามเลยหรือ?”
วินทร์ #1001 : “เปล่า ไม่ได้รื้อ แค่วิเคราะห์โครงสร้าง ผมกำลังบอกว่ามันมีตัวแปรเล็ก ๆ คือฟาโรห์ แค่ทรงอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ชาวฮีบรูอยู่ในอียิปต์ต่อไป ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในโลกไปคนละทิศ เป็น Butterfly Effect ที่เปลี่ยนโลก...
“ทีนี้ลองสมมุติอีก scenario* นึง สมมุติว่าศาสนายิวเกิดขึ้นจริง และเดินทางมาถึงโลกตะวันออกก่อนศาสนาพุทธ จีนและแผ่นดินสุวรรณภูมิทั้งหมดก็อาจจะกลายเป็น ‘คริสต์’ แต่ก็จะเป็น ‘ศาสนาคริสต์’ ที่พระเยซูไม่ทรงเป็นศาสดา เพราะพระองค์ไม่ได้เกิดที่เมืองจีนหรือสุวรรณภูมิ ศาสนาใหม่นี้ก็จะมีศาสดาเป็นบุคคลสำคัญคนอื่น ๆ ที่อยู่ในเมืองจีนในยุคสมัยนั้น หรือในสถานการณ์การเมืองและสังคมในช่วงนั้น ๆ อาจจะเป็นกวนอูก็ได้”
วินทร์ #6565 : “อุ้ย! พี่มาแรงอีกแล้ว!”
วินทร์ #1001 : “ฟังผมให้ดีสิ ผมไม่ได้วิจารณ์ศาสนาและความเชื่อใด ๆ ผมแค่วิเคราะห์ทางเลือกของประวัติศาสตร์ให้ดูแบบ ‘what-if scenario’ ถ้าเราจะถกเรื่องศาสนาเปรียบเทียบกัน ต้องเปิดใจให้กว้าง เถียงกันด้วยเหตุผลและหลักฐาน ถ้าเรายังคุยกันด้วยภาพฝังหัวเดิม ๆ ก็ตีกันเปล่า ๆ คุณรับได้มั้ยล่ะ?”
วินทร์ #6565 : “ว่าไป พี่ว่าต่อไป...”
วินทร์ #1001 : “สถานะเทพและนักบุญนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายดาย พระเยซูทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาซึ่งมีเมตตาสูง คนจึงรักมาก เป็นศาสดาของศาสนาใหม่คือศาสนาคริสต์ ซึ่งวิวัฒนาการต่อมาจากศาสนายิว พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา ตัวอย่างมีมากมายในประวัติศาสตร์ ยกตัวอย่างกวนอูก็แล้วกัน ไหน ๆ ก็เอ่ยชื่อเขาแล้ว กวนอูนี่เป็นทหารในสมัยสามก๊ก เป็นชาวอำเภอไก่เหลียง รูปร่างใหญ่ สูงหกศอก ใบหน้าแดงเหมือนผลพุทราสุก นัยน์ตายาวรี ไว้หนวดเคราถึงอก ถือง้าวมังกรเขียว เก่งกาจวิทยายุทธ์ รักความยุติธรรม นิสัยห้าวหาญทระนงองอาจ แต่จุดดีที่สุดคือความกตัญญูรู้คุณคนและซื่อสัตย์เป็นเลิศ ในวัยฉกรรจ์กวนอูพลั้งมือฆ่าปลัดอำเภอและน้าชายตายแล้วหลบหนีการจับกุมอยู่หกปี จนได้พบเล่าปี่และเตียวหุย ทั้งสามสาบานเป็นพี่น้องกันในสวนท้อ กวนอูสร้างวีรกรรมต่าง ๆ มากมายเหมือนจอมยุทธ์ในนิยายกำลังภายในเลย เช่น ร่วมกับเล่าปี่เตียวหุยปราบโจรโพกผ้าเหลืองจนราบคาบ สังหารฮัวหยงแม่ทัพของตั๋งโต๊ะ สู้กับงันเหลียง-บุนทิว สองทหารเอกของอ้วนเสี้ยว หนีจากก๊วนโจโฉกลับไปหาเล่าปี่ ตอนจับโจโฉได้ก็ปล่อยโจโฉไป เพราะรู้คุณที่เคยชุบเลี้ยงตน แต่ในตอนท้ายกวนอูก็พลาดท่าถูกฝ่ายซุนกวนจับได้ ซุนกวนพยายามเกลี้ยกล่อมให้กวนอูยอมสวามิภักดิ์ แต่ไม่สำเร็จ จึงจำต้องประหารกวนอู หลังกวนอูตาย โจโฉซึ่งอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามยังอาลัยในความซื่อสัตย์กตัญญูรู้คุณของกวนอู...
“และเช่นเดียวกับบุคคลสำคัญของโลกคนอื่น ๆ ที่ผู้คนรัก กวนอูก็กลายเป็นเทพเจ้า มีคนกราบไหว้บูชา มีศาลเจ้าและวัดที่บูชากวนอูนับพันแห่งในเมืองจีน ไต้หวัน ไทย วัดจีนแถวบ้านผมก็มี ตอนเด็ก ๆ ผมมักไปดูเทพเจ้ากวนอู ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่ากวนอูเป็นใคร แต่คนอื่นไหว้ เราก็ไหว้มั่ง ทั้งวัดจีน แม้แต่อารามเต๋าก็มีกวนอู ชาวพุทธในจีนยกกวนอูเป็นพระโพธิสัตว์...
“ว่ากันแฟร์ ๆ กวนอูไม่ใช่นักบุญ ฆ่าคนตายไปเยอะ แต่จุดดีของเขาคือความซื่อสัตย์กตัญญูกลบจุดเสียหมด กวนอูถูกประหารชีวิตเหมือนพระเยซู ถ้าจังหวะเหมาะสม ศาสนายิวมาถึงเมืองจีนในช่วงนั้นพอดี กวนอูก็อาจได้เป็นศาสดาของศาสนาใหม่ที่แตกหน่อมาจากศาสนายิว เรียกว่าศาสนากวนอู และสัญลักษณ์ของผู้ไถ่บาปในเวอร์ชั่นจีนก็อาจเป็นทวนของกวนอูไป”
วินทร์ #6565 : “พูดเล่นไปได้”
วินทร์ #1001 : “นี่ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น มันเป็นไปได้ จะเห็นว่าการศึกษาเรื่องศาสนาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ที่มาของมันก่อน ต้องรู้ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สภาพสังคม และอื่น ๆ จึงทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ในโลกที่มีคนจำนวนมากอยู่ห่างกันคนละประเทศคนละทวีป ย่อมเกิดระบบศาสนาต่าง ๆ ที่มีรายละเอียดต่างกันออกไป บ้างรวมศีลธรรมเข้ากับเทวนิยม บ้างรวมศีลธรรมกับปรัชญาการดำเนินชีวิตบางอย่าง บ้างรวมเข้ากับบุคคลพิเศษ ฯลฯ ก็กลายเป็นภาพที่เราเห็นในวันนี้ เมื่อเราพิจารณาศึกษาจนเข้าใจทุกหลักการ แล้วจึงค่อยเลือกหรือไม่เลือกศาสนา ก่อนจะเลือกทางเดินของเราจริง ๆ ก็ต้องปลอดจากกรอบคิดเดิม ๆ ต้องได้รับข้อมูลครบถ้วนก่อน โลกเรามีบุคคลสำคัญมากมายที่กลายเป็นนักบุญ กลายเป็นผู้วิเศษ นี่บอกว่า เราชอบสมมุติมนุษย์เป็นเทพ และยึดติด ถ้าเราไม่ระวัง ก็จะบูชาเทพโดยไม่รู้ที่มาที่ไป กลายเป็นบูชาอำนาจเหนือธรรมชาติไปโดยไม่รู้ตัว ทีนี้แม้แต่เทพสัตว์ก็ไหว้ได้”
วินทร์ #6565 : “แปลว่าอะไร - เทพสัตว์ ?”
วินทร์ #1001 : “ก็สัตว์ที่มนุษย์ยกให้เป็นเทพไง”
วินทร์ #6565 : “คุณล้อเล่นรึเปล่า?”
วินทร์ #1001 : “เปล่าเลย ถ้าเราไหว้วัวสามขา ลิงสองหัว ไหว้แผ่นเจลลดไข้ได้ ทำไมจึงไหว้สัตว์ไม่ได้”
วินทร์ #6565 : “อุ้ย! พี่นี่กวาดไปทั่ว ข้าน้อยนับถือที่พี่ไม่กลัวหัวแตก!”
วินทร์ #4411 : “ตกลงสัตว์อะไรบ้างกลายเป็นเทพ?”
วินทร์ #1001 : “ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขายกย่องแมวเพราะสามารถฆ่างูพิษได้ ยกย่องขนาดมีเทพธิดาแมวที่เรียกว่า Bastet เป็นเทพธิดาศีรษะเป็นแมว มีพิธีบูชาเทพธิดาแมว ถือเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นแม่”
วินทร์ #6565 : “ความเป็นแม่? ยังไงครับ?”
วินทร์ #1001 : “ก็เพราะแมวออกลูกทีละครอก ผู้หญิงที่อยากได้ลูกก็ต้องไปขอพรจากเทพธิดาแมว ชาวอียิปต์โบราณบางที่ดูแลแมวยิ่งกว่าเมีย เมื่อแมวตาย มีการไว้ทุกข์ให้แมว บางเมืองมีประเพณีคนโกนคิ้วเพื่อไว้ทุกข์ให้แมว ใครฆ่าแมวมีโทษประหารชีวิต สมัยนั้นมีรูปปั้นแมว มีตะกรุดแมวไว้บูชา เหมือนคนสมัยนี้บูชาพระเครื่องกัน ชาวบ้านชาวเมืองก็บูชาขอพรจากแมว...
“มองแบบนี้จะเห็นว่า จะนับถือศาสนาอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ควรศึกษาอย่างถ่องแท้เสียก่อน การศึกษาศาสนาเปรียบเทียบเป็นเรื่องจำเป็น ในความเห็นของผม ศึกษาศาสนาแค่ในมุมมองของมนุษย์ยังไม่พอ ต้องศึกษาในมุมกว้างกว่านี้อีก”
วินทร์ #6565 : “กว้างกว่านี้? มีกว้างกว่านี้อีกหรือ?”
วินทร์ #1001 : “เรายังต้องมองศาสนาในมุมของยีน พันธุกรรม เราไม่อาจสรุปว่าการมีศาสนาเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูหรือสภาพแวดล้อม หรือ nurture อย่างเดียว เราต้องไม่ลืมปัจจัย nature ด้วย มีสมมุติฐานที่เสนอว่า ความเชื่อในศาสนาอาจเกิดจากการกำหนดของโครงสร้างสมอง ก็มาที่เรื่องยีนอีกนั่นแหละ”
วินทร์ #2009 : “ที่เรียกว่า The God gene?”
วินทร์ #1001 : “ใช่ สมมุติฐานนี้มาจากนักพันธุกรรมศาสตร์ ที่เสนอว่ายีนบางตัวอาจทำให้มนุษย์รู้สึกว่าตนสัมผัสกับความลึกลับทางจิตวิญญาณบางอย่าง”
วินทร์ #2009 : “ยังอีกไกลกว่าเราจะรู้เรื่องนี้จริง ๆ”
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
20-9-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
0 วันที่ผ่านมา -

เมื่อวานนี้ในบทความเรื่อง "Free ปาlesไตน์" ผมเขียนประโยคหนึ่งว่า ใครก็ตามที่เอ่ยประโยคนี้จะเสียอนาคตในอาชีพ
ความจริงคนที่ไม่เอ่ยประโยคนี้ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย
ผมกำลังพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกดนตรีในสัปดาห์นี้คือ กรณีของวงดนตรี Ed Sheeran ถูกบีบให้ขับสมาชิก Macklemore ออกไป เพราะเขาเอ่ยประโยค "Free ปาlesไตน์" บนเวทีแสดงที่สหรัฐฯ
คนฝั่งญิวตีความว่า ประโยค "Free ปาlesไตน์" แปลว่าเหยียดหยามชาวญิว
ไม่ได้ตีความว่า "อย่าฆ่าคนบริสุทธิ์"
ปฏิกิริยาของเหตุการณ์นี้บานปลายไปกว้างขวาง นักดนตรีใหญ่ๆ หลายคนออกมาประณาม Ed Sheeran ว่าขี้ขลาด ยอมคุกเข่าให้พลังญิวที่กำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาlesไตน์
นี่ทำให้คนทำงานในวงการดนตรี ภาพยนตร์ จะอยู่ยากขึ้นทุกที เพราะต้องเลือกข้าง คล้ายๆ การเมืองกีฬาสีในบ้านเราเมื่อสิบกว่าปีก่อน
คนจำนวนมากมองว่าต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่ความจริงอาจง่ายกว่านั้น คือเลือกสิ่งที่ถูกต้องตามมนุษยธรรม
Roger Waters แห่งวง Pink Floyd เขียนว่า (ขออนุญาตตัดคำหยาบทิ้ง) "มีคนสองจำพวกในโลก พวกหนึ่งทำเรื่องที่ถูกต้อง อีกพวกทำเรื่องที่ผิด"
การฆ่าคนบริสุทธิ์ย่อมไม่ถูกต้อง ไม่ว่าเหตุผลที่นำมาอ้างคืออะไร หากมันไม่ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม ก็ไม่ถูกต้องทั้งนั้น
การข่มขู่คนที่ต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในระยะแรกอาจสามารถทำได้ แต่ในระยะยาวจะพบว่าคนพวกนี้เหลือพื้นที่ให้ยืนน้อยลงไปทุกที
ล่าสุดนักดนตรีในวง Ed Sheeran หลายคน รวมทั้งศิลปินรับเชิญก็ขอลาจาก
วินทร์ เลียววาริณ
19-9-26อ่านบทความเต็ม https://www.winbookclub.com/blogs/read/3746
0 วันที่ผ่านมา -

คำถามและประเด็นในวันนี้
เบื่อหนังซูเปอร์ฮีโร
ว่าด้วยหนัง เจมส์ บอนด์
คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6aad5fa40a5285b63c47a0c2
สนใจเรื่องใด เขียนมาถามได้ที่ inbox เพจเฟซบุ๊ค วินทร์ เลียววาริณ ช่วยแจ้งชื่อหรือนามปากกาด้วย ถ้าไม่แจ้งจะใส่ "ไม่ประสงค์จะออกนาม"
0 วันที่ผ่านมา -

บนโต๊ะครัวของเรามีวัตถุดิบหลายอย่าง เช่น ผัก ไก่ กุ้ง กุ้งแห้ง ไข่ เห็ด ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว กระเทียม กะเพรา โหระพา มะนาว พริก น้ำมัน น้ำปลา ฯลฯ ถ้าเราโยนวัตถุดิบเหล่านี้ลงในกระทะ จุดไฟร้อน คลุกเคล้าเข้ากัน ก็จะได้อาหารหนึ่งหรือสองจาน ส่งกลิ่นหอมฉุย ยั่วน้ำลายให้เราอยากกิน
เอาละ สมมุติว่าเราโยนวัตถุดิบเหล่านี้ลงเตา แต่ไม่จุดไฟ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สมมุติอีกว่าเราไม่โยนวัตถุดิบเหล่านี้ลงเตา ไม่จุดไฟ ก็ไม่เกิดอาหาร ทั้งหมดยังคงเป็นวัตถุดิบในสภาพเดิม ไม่ส่งกลิ่นหอม และเราก็ไม่อยากกิน
ในเชิงอุปมา วัตถุดิบเหล่านี้ก็คือความคิดต่าง ๆ ที่โลดแล่นในหัวเรา ถ้าเราใส่มันลงเตา จุดไฟ ก็ได้เรื่อง มันจะถูกปรุงเป็น ‘อาหาร’ ที่เรียกว่าอารมณ์ ส่งกลิ่นหอม ชวนให้เราหลงใหลในอารมณ์นั้น
จะเห็นว่าอารมณ์คนเราเกิดมาจากการปรุงวัตถุดิบความคิด ภาษาพุทธเรียก ปรุงแต่ง ถ้าใช้คำศัพท์ยากขึ้นก็คือ ปฏิจจสมุปบาท
การปรุงอาหารทางกายภาพกับการปรุงอารมณ์ทางจิต ก็เป็นหลักเดียวกัน
วัตถุดิบทางจิตมีอยู่ทุกที่ เจ้านายเรียกเราไปด่าก็เป็นวัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว คนขับรถแซงเรา ก็เป็นวัตถุดิบเช่นกัน เราสามารถใช้เหตุการณ์นี้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอารมณ์
ต่อให้ไม่มีเหตุการณ์ เราก็สามารถ ‘มโน’ วัตถุดิบขึ้นมาได้จากคลังความจำ
เราอาจนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ยืมเงินเราหนึ่งร้อยบาทเมื่อสามสิบปีก่อนแล้วไม่คืน ทำให้เราเดือดร้อน ทันใดนั้นเราก็นึกโกรธขึ้นมา ทั้งที่เหตุการณ์นั้นผ่านมาสามสิบปีแล้ว เพื่อนก็ตายไปแล้ว แต่เราสามารถปรุงวัตถุดิบที่ไม่มีตัวตนให้เกิด ‘อาหาร’ จานใหม่ได้
บางทีเราก็คิดวัตถุดิบใหม่ ๆ ที่ยังไม่มี เช่น อาทิตย์หน้าเราต้องไปหาหมอ ก็นึกขึ้นมาว่า เราจะเป็นยังไงหนอถ้าเป็นมะเร็ง ทันใดนั้นเราก็เกิดความกลัว ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เราปรุงสด ๆ เดี๋ยวนี้เลย เก่งจริง ๆ!
ในแต่ละวัน จิตของเราปรุงแต่งหลายร้อยรอบ (หรือหลายร้อย ‘ชาติ’) ถ้าเรามีสติ ก็อาจเบรกทัน ลดจำนวนการปรุงแต่งลงบ้าง จิตก็นิ่งสงบลง ถ้าไม่มีสติกำกับ เราก็ถูกพายุหมุนแห่งอารมณ์พัดเราเตลิดไปไกล
การปรุงจิตไม่ได้มีแต่ด้านลบ ด้านบวกก็ถือว่าเป็นการปรุงแต่งเช่นกัน เช่น เรานึกถึงเมื่อคืนนี้ไปดูหนังกับแฟน จับมือกันตลอด จิตเราก็ปรุงความสุขขึ้นมา
ทางพุทธไม่แบ่งสุขทุกข์ออกจากกันเด็ดขาด เพราะทั้งสุขและทุกข์มาจากการปรุงแต่ง ระดับของความรู้สึกขึ้นกับปรุงแต่งมากหรือน้อย
มองแบบนี้เราก็พบว่า ทุกข์สุขไม่ได้เกิดจากคนอื่น คนอื่นอาจจุดประกายให้เราคิด แต่คนที่ปรุงจิตให้วุ่นก็คือตัวเราเอง
จิตเป็นเพียงจานเปล่า เราจะปรุงอาหารอารมณ์มาเสิร์ฟหรือไม่ ขึ้นกับเรา ถ้าไม่ปรุงมาเสิร์ฟก็ดี เพราะจิตไม่ได้ต้องการอาหาร เราบังคับให้มันกินต่างหาก
ถ้าเข้าใจกระบวนการทำงานของจิตอย่างนี้ ก็จะลดการปรุงอารมณ์ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ หรือลดความยินดียินร้ายลง ไม่มีอะไรมากระทบกระเทือนใจเราได้
วินทร์ เลียววาริณ
18-9-26จาก กอดหนาม
51 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 260 บาท = บทความละ 5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/241/กอดหนาม
โปรโมชั่นคู่กับเล่มอื่น https://www.winbookclub.com/store/detail/243/%28S11%29%20กอดหนาม%20+%20ปฎิบัติการผ่าสมองไอน์สไตน์%20+%20Mini%20Tao
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/qUBWxp70F2 วันที่ผ่านมา -

ผมเริ่มเขียนเรื่องสั้นเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกเป็นแนวหักมุมจบ (twist ending) เพราะชมชอบงานแนวนี้เป็นพิเศษ
ในอดีต นักเขียนชั้นครูทั้งหลาย ไม่ว่าไทยหรือเทศ ล้วนเขียนเรื่องสั้น ทวิสต์ เอนดิ้ง ทั้งนั้น
ในยุคผมเป็นเด็ก นักเขียนไทยสาย ทวิสต์ เอนดิ้ง มีหลายคน แต่ที่เขียนแนวหักมุมจบอย่างเดียวน่าจะเป็น ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว (อาชีพหลักคือตำรวจยศ พ.ต.ต.) เรื่องส่วนใหญ่เป็นชีวิตของตำรวจกับโจร ตีพิมพ์ในนิตยสารชั้นนำแห่งยุคคือ ชาวกรุง กับ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ มีผลงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบจำนวนมาก รวมเป็นชุดพ็อคเก็ตบุคทั้งเล่มบางและเล่มหนา (มาก) หลายเล่ม เช่น ภูเขียว, หมู่เคน, คมคน, คาวคน ฯลฯ
เห็นชัดว่าเรื่องแนวตำรวจ-โจรที่ผมเขียนหลายเรื่อง ส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว ถือเป็นครูคนหนึ่ง โดยหลักการ การเขียนเรื่องแนว ทวิสต์ เอนดิ้ง ไม่ยาก นั่นคือปูเรื่อง แล้วหักมุมจบ แค่นี้เอง
แต่ที่ยากคือทำอย่างไรให้หักมุมจบแล้วสะใจ
และยากขึ้นไปอีกคือ สะใจ + กินใจ
มองไปรอบตัว ตั้งแต่รอบ 100 ปีก่อนมาจนถึงวันนี้ นักเขียน twist ending มีไม่น้อย แต่คนที่สามารถหักมุมจบได้ดี (สะใจ) อย่างต่อเนื่องหายาก
และนักเขียนที่จบแบบ 'กินใจ' มีน้อยกว่าน้อย
หนึ่งในนั้นคือ โอ. เฮ็นรี (O. Henry) นักเขียนชาวอเมริกันยุคร้อยปีก่อน งานหลายชิ้นของ โอ. เฮ็นรี นอกจากทำให้เอวเคล็ดแล้ว ยังได้ทั้งสาระความลุ่มลึก
โชคดีของบ้านเราในยุค 50-60 ปีก่อนที่มีนักแปลที่ทุมเทแปลงานของ โอ. เฮ็นรี ไว้เกือบครบ ก็คือ อาษา ขอจิตต์เมตต์ (พ.ศ. 2451-2519) เขาแปลงานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบของ กีย์ เดอ โมปาส์ซังต์ (Guy de Maupassant) และ โอ. เฮ็นรี (O. Henry) ไว้หลายร้อยเรื่อง
งานเรื่องสั้นแนวหักมุมจบของ โอ. เฮ็นรี เช่น ชุด ไปอยู่กับฉันเถิด วิเวียน, นิยายรักของนายหน้างานยุ่ง, ยาเสน่ห์ของไอกีย์ โชนสไตน์ ฯลฯ
โอ. เฮ็นรี ส่งอิทธิพลต่อการเขียนเรื่องสั้นของผมมาก เป็นที่มาของงานชุด twist ending คือ สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง ร้อยคม แมงโกง ฮานอย ฮิลตัน และล่าสุด รุกฆาต
งานของ โอ. เฮ็นรี ที่ อาษา ขอจิตต์เมตต์ แปลหายไปจากตลาดมาหลายสิบปีแล้ว จนผมเคยคิดแปลงานของ โอ. เฮ็นรี แต่แปลไปได้ครึ่งเรื่อง ก็ต้องยอมถอย เพราะ โอ. เฮ็นรี ใช้ภาษาเก่า อ่านเข้าใจยากมาก
มาวันนี้มีข่าวดีคือมีคนไทยแปลงานของ โอ. เฮ็นรี เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ชื่อเล่ม ใบไม้สุดท้าย ชื่อเรื่องมาจากเรื่องสั้นเรื่อง The Last Leaf
หลายเรื่องในเล่มเป็นเรื่องที่ผมชอบมาก เช่น A Retrieved Reformation, The Gift of Magi, The Last Leaf ฯลฯ
หลายเรื่องเป็น best of O. Henry ขอแนะนำ
(ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ read it https://www.facebook.com/readitth )
วินทร์ เลียววาริณ
17-9-262 วันที่ผ่านมา
