-
วินทร์ เลียววาริณ3 วันที่ผ่านมา
หลังจากกินข้าวเหนียวหน้ากระฉีกกับข้าวเหนียวทุเรียนมาหลายวัน เมื่อวานนี้คุณบริสุทธิ์ก็ไปตรวจร่างกาย หลังจากเจาะเลือดแล้ว คุณบริสุทธิ์นั่งรอผลตรวจที่หน้าห้องหมอสมหวัง คนไข้เยอะกว่าทุกวัน
คุณบริสุทธิ์ถอนใจ โลกเต็มไปด้วยคนป่วย
คุณบริสุทธิ์ชวนหญิงชราคนหนึ่งที่นั่งรอข้าง ๆ คุย “คนเยอะนะครับ”
ยายพยักหน้า บอกว่า “ฉันออกจากบ้านตั้งแต่ตีสี่ นั่งรถสามต่อมาที่โรงพยาบาล ถึงโรงพยาบาลก่อนหกโมงเช้า รับบัตรคิวและรอ”
คิวหน้าห้องหมอวันนี้ยาวมาก ยายรอคิวอย่างอดทนตั้งแต่เช้าจนสิบโมงครึ่ง คนไข้วันนี้มากกว่าทุกวัน อาจเพราะเป็นวันแรกของสัปดาห์ที่มีวันหยุดยาว คนไข้คนหนึ่งเปรยขึ้น “ทำไมหมอยังไม่มา? ออกตรวจสายจัง”
คุณบริสุทธิ์ชี้ไปที่ป้ายบนผนัง ข้อความว่า ‘คติพจน์ของโรงพยาบาลนี้คือ คนไข้ต้องมาก่อนเสมอ’
ทันใดนั้นทุกคนก็เห็นชายคนหนึ่งเดินแซงคนไข้ตรงไปที่ห้องหมอ ยายที่นั่งข้างคุณบริสุทธิ์ลุกขึ้นจากที่นั่ง คว้าแขนชายคนนั้นหมับ ตบหัวหนึ่งที ร้องว่า “หนอยแน่! ทำอะไรน่าเกลียด จะแซงคิวเรอะ คนอื่นรอมาตั้งแต่เช้าแล้ว”
พยาบาลสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบวิ่งเข้ามา ถาม “ทำอะไรคะ ยาย?”
ยายฟ้องพยาบาล “ผู้ชายคนนี้แซงคิว คนอื่นรอตั้งนาน ไม่ยุติธรรม”
พยาบาลมองหน้ายาย เอ่ยเสียงเรียบ ๆ ว่า “ยายคงต้องยอมให้คนนี้เข้าห้องหมอก่อนนะคะ”
“ทำไม? เขาเป็นใคร? หา! ใหญ่มาจากไหน?”
“เขาเป็นคุณหมอค่ะ”
วินทร์ เลียววาริณ
25-9-26.........................
จากนวนิยาย เรื่องรักของคุณบริสุทธิ์กับนางสาวภุมรี ศจีรมย์ สมถวิล จินตหรา พารัก ปักเสน่ห์ เรวดี ศรีสกาว (ใช่ นิยายชื่อยาวๆ กวนตีนอย่างนี้แหละ Who will why)
นี่เป็นนวนิยายแนวใหม่ที่นำขำขันตลกๆ ระดับ ‘ขำกลิ้ง’ 400 เรื่องมายำเป็นนวนิยาย
ค่าคลายเครียดแค่ 330 บาท เฉลี่ยขำละ 80 สตางค์ หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วโปรโมชั่น https://www.winbookclub.com/store/detail/196/แพคเกจพิเศษ%203%20in%201
Shopee เดี่ยว https://s.shopee.co.th/1VjWGyXzed
https://s.shopee.co.th/9A8xPCjmLp
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
2- แชร์
- 22
-

สมมุติว่า 3
วินทร์ #1001 : “ที่ผมแปลกใจคือวิชาศาสนาเปรียบเทียบไม่สอนเรื่องศาสนาของสัตว์ ถ้าหากมนุษย์เราที่เป็นสัตว์โลกเหมือนกันสามารถพัฒนาศาสนาได้ ทำไมเราจึงฟันธงว่าสัตว์ทำไม่ได้ พวกสัตว์ถือกำเนิดมาก่อนเราหลายร้อยล้านปีนะ”
วินทร์ #6565 : “หมายความว่าเต่า ปลามีศาสนามีศีลธรรมงั้นรึ? บ้าไปแล้ว! เต่า ปลาไม่มีปัญญาสร้างศาสนาหรอก...”
วินทร์ #1001 : “ศีลธรรมของเต่าผมไม่รู้ แต่ผมเคยได้ยินเรื่องศีลธรรมของปลานะ”
วินทร์ #6565 : “ปลาบ้าอะไร? อย่าบอกว่าเป็นปลาพูดได้ในหนังการ์ตูน Finding Nemo”
วินทร์ #1001 : “เปล่า เป็นโลมา มีบันทึกไว้มากมาย เมื่อลูกโลมาตาย แม่ของมันก็แบกลูกที่ตายบนหลัง ว่ายไปมาอยู่หลายวัน แล้วยังมีโลมาที่ช่วยชีวิตคนจากการจมน้ำและจากฉลาม"
วินทร์ #6565 : “โลมาไม่ใช่ปลา มันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม”
วินทร์ #1001 : “ไม่ยกตัวอย่างโลมาก็ได้ เคยได้ยินวาฬกตัญญูมั้ย? หลายปีก่อน วาฬตัวนึงว่ายน้ำไปติดตาข่ายเชือกของชาวประมงที่กำลังจับปู ตาข่ายรัดตัววาฬทั้งตัว ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัด วาฬต้องขึ้นผิวน้ำเพื่อหายใจ ไม่งั้นก็ตาย บรรดาชาวประมงเห็นเข้า ก็ระดมกำลังแข่งกับเวลาช่วยมัน พวกเขาดำน้ำไปตัดตาข่ายที่รัดมันอยู่ ในที่สุดก็สำเร็จ พอมันเป็นอิสระ ก็ว่ายน้ำวนรอบคนที่ช่วยมัน ใช้ปากแตะคนที่ช่วยมันทีละคน เหมือนกำลังขอบคุณคนเหล่านั้น แสดงว่าวาฬก็รู้สึกเรื่องศีลธรรม”
วินทร์ #6565 : “วาฬก็ไม่ใช่ปลา”
วินทร์ #1001 : “ถ้าพี่ท่านจับผิดอย่างนี้ไม่ต้องคุยต่อดีกว่า ผมเพียงจะบอกว่าจากหลักฐานและพฤติกรรมของสัตว์หลายสายพันธุ์ เราเห็นร่องรอยของ ‘ศาสนา’ ในอาณาจักรสัตว์ ศาสนาของป่าคือความอยู่รอด และความต้องการอยู่รอดทำให้เกิด ‘ศาสนา’ แต่ดูเหมือนว่าศาสนาก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งเพื่อการอยู่รอด ราวกับว่าธรรมชาติฝัง ‘ศาสนา’ เข้าไปในยีน”
วินทร์ #6565 : “บ้าไปแล้ว!”
วินทร์ #1001 : “อาจจะบ้าจริง ๆ ก็ได้ แต่เราก็ต้องพิสูจน์ก่อนว่ามันบ้า ไม่ใช่หรือ? ถ้าสัตว์มีสำนึกทางศีลธรรมและศาสนาโดยที่พวกมันไม่ได้เข้าโรงเรียน ไม่มีคัมภีร์อ่าน มันจะมีสำนึกทางศาสนามาจากไหน? ก็ต้องมาจากยีน...”
วินทร์ #6565 : “ศาสนาของสัตว์? จากยีน? จะบ้าหรือ?”
วินทร์ #1001 : “ถูกต้อง ผมขอถามคุณก่อน ทำไมสัตว์หลายสายพันธุ์จึงอยู่เป็นฝูง?”
วินทร์ #2022 : “ก็เพราะมันเพิ่มโอกาสมีชีวิตรอดมากกว่า มด ปลวก ผึ้ง สิงโต ช้าง คนก็รวมกลุ่มเป็นสัตว์สังคม มันมีข้อดีหลายข้อ เช่น แบ่งหน้าที่กันทำ”
วินทร์ #1001 : “ใช่แล้ว ทีนี้การอยู่ด้วยกันจะได้ผลก็ต้องมีระบบ ธรรมชาติบังคับให้สัตว์ในฝูงต้องสื่อสารกัน อ่านใจกัน นี่วิวัฒนาการมาเป็น empathy*”
วินทร์ #4244 : “ภาษาอังกฤษของผมไม่ค่อยแข็งแรง อะไรคือ empathy?”
วินทร์ #1001 : “มันคือประสบการณ์เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นในมุมมองของคนคนนั้น"
วินทร์ #4244 : “ก็คือเอาใจเขามาใส่ใจเรา?”
วินทร์ #1001 : “ใช่ empathy ก็คือรากของศาสนา ยี่ห้อศาสนาเพิ่งถือกำเนิดในโลกหลังจากมนุษย์เริ่มสร้างอารยธรรม แต่เราพบร่องรอยของ ‘ศาสนา’ ในสังคมมนุษย์นีแอนเดอธัล พวกนี้ช่วยเหลือคนเจ็บ มีพิธีศพ เพื่ออะไร? เสียเวลาทำมาหากิน แต่ที่มีก็เพราะ empathy วิวัฒนาการจนลึกซึ้งขึ้นและแข็งแรงขึ้น แต่หากมองในอาณาจักรสัตว์ เราก็มีหลักฐานมากพอที่จะบอกว่าสัตว์ก็มี ‘ศาสนา’ ในระดับหนึ่ง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประสาทวิทยาค้นพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสัตว์ก็มี empathy โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เรามีหลักฐานว่าช้างรักกลุ่มของมัน ลิงช่วยเหลือกัน รู้จักดูแลตัวที่เจ็บป่วย โดยเฉพาะลิงโบโนโบมีระดับ empathy สูงสุดในสายพันธุ์ลิง โลมา วาฬ ก็เหมือนกัน แม้แต่ในหนูก็มี empathy ...
"นี่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าคุณสมบัตินี้น่าจะฝังในยีน จนกลายเป็นสัญชาตญาณ และ ‘ยีนศาสนา’ หรือ The God gene นี้ก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า empathy วิวัฒนาการมานานแล้ว ชัดเจนที่สุดในรูปของความรักของแม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแม่กับลูก ‘ความรัก’ ของแม่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ ถ้าไม่มีความรักชนิดนี้ ลูกที่เกิดใหม่ในป่าก็รอดยาก มันจะตกเป็นอาหารของสัตว์อื่น แม่จึงปกป้องลูกด้วยชีวิต โดยไม่มีข้อแม้ empathy ของมนุษย์ซับซ้อนกว่า เพราะสมองซับซ้อนกว่า ปนกับอารมณ์อื่น ๆ คุณลักษณะแบบนี้ก็เป็นพื้นฐานของศาสนา มันเป็นคำสั่งที่ฝังในยีนเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ มันเป็นศาสนาของธรรมชาติ! จาก empathy ก็เป็นความรัก และในสัตว์บางพันธุ์ เช่น มนุษย์ ก็พัฒนาเป็นความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย...
“ผมแค่จะบอกว่าสัตว์หลายเผ่าพันธุ์มีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นศีลธรรมในระดับหนึ่ง และหากศีลธรรมเป็นองค์ประกอบของศาสนา ก็ไม่น่าผิดที่จะบอกว่าสัตว์ก็มีศาสนา แต่ถ้าคุณยังรับเรื่องศาสนาของสัตว์ไม่ได้ ก็คงไม่ต้องพูดถึงศาสนาของคอมพิวเตอร์”
วินทร์ #6565 : “ชักเลอะเทอะใหญ่”
วินทร์ #1001 : “เมื่อย้อนรอยมนุษย์กลับไปที่จุดกำเนิด เราก็มาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ไม่มีสมอง ถ้าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียววิวัฒนาการมาจนถึงขั้นมีสมอง มีสติปัญญาขนาดนี้ ทำไมเราจึงสรุปว่าคอมพิวเตอร์จะทำอย่างเดียวกันไม่ได้”
วินทร์ #6565 : “แต่คอมพิวเตอร์ไม่มีชีวิต”
วินทร์ #1001 : “เราก็ไม่มีชีวิต”
วินทร์ #6565 : “หมายความว่ายังไง?”
วินทร์ #1001 : “สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกนี้ประกอบด้วยอะตอมที่ไม่มีชีวิต เราเป็นผลรวมของอะตอมต่าง ๆ นับไม่ถ้วน รวมเป็นตัวเรา วิวัฒนาการจนมีปัญญา เราก็คือสิ่งไม่มีชีวิตที่มีชีวิต คอมพิวเตอร์เป็นการรวมตัวกันของอะตอมเหมือนกับเรา ดังนั้นเราจึงยังสรุปว่าคอมพิวเตอร์ไม่มีศาสนาไม่ได้ นี่เป็นมุมมองที่วิชาศาสนาเปรียบเทียบทั่วไปไม่สอนกัน นอกจากนี้เรายังต้องศึกษาศาสนาของมนุษย์ต่างดาว และศาสนาในมุมมองของวิวัฒนาการ อย่าลืมว่ามนุษย์เรายังไม่หยุดวิวัฒนาการ ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งในอนาคต เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน บริบทสังคมเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน สรีระของมนุษย์เปลี่ยน มันอาจพาเราไปสู่จุดที่เราไม่เคยคิดฝันมาก่อน บางทีวันหนึ่งเราอาจพบว่าโลกไม่จำเป็นต้องมีศาสนาอีกแล้ว”
วินทร์ #6565 : “เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะไม่มีศาสนา”
วินทร์ #1001 : “คุณบอกว่าเป็นไปไม่ได้ก็เพราะคุณยังคิดในมุมของมนุษย์ในสรีระและสภาพแวดล้อมอย่างที่เป็นอยู่ บางทีวันหนึ่งถ้าเราเชื่อม empathy ระหว่างคนกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้ บทบาทของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาก็อาจเปลี่ยนไปมหาศาล มันอาจจะมีหน้าที่มากกว่าศาสนาของมนุษย์”
วินทร์ #6565 : “แต่...”
วินทร์ #1001 : “ศาสนาก็เหมือนระบบอื่น ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาในโลก เกิดขึ้นมาได้ ก็ดับได้ตามสัจธรรมของธรรมชาติ เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งในอนาคต บางศาสนาอาจจะล้มครืนจากการพบข้อมูลใหม่ที่สวนทางกับหลักศาสนา เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ความเชื่อว่าฟ้าร้องฟ้าผ่าเป็นผลงานของเทพเบื้องบนก็ล้มครืนมาแล้วเพราะเรารู้แล้วว่ามันเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของธรรมชาติ ความเชื่อว่าโลกแบนก็ล้มมาแล้ว ความเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลก็ล้มมาแล้ว เมื่อเข้าใจว่าศาสนาก็อยู่ในกฎของความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสรรพสิ่ง ก็อาจทำให้เรามองศาสนาที่แก่นและเป้าหมายมากขึ้นกว่ามองด้วยความงมงาย และใช้ศาสนาผิดจุดประสงค์”
วินทร์ #6565 : “ข้อนี้ก็พอรับได้”
วินทร์ #1001 : “เราพัฒนาจากมนุษย์ยุคก่อนที่ยังล่าสัตว์ ใช้ความรุนแรงตลอดเวลา มาเป็นมนุษย์เมืองที่สร้างอารยธรรมต่าง ๆ ระยะเวลาไม่ได้ยาวนานขนาดนั้น การเปลี่ยนยีนหรือความรุนแรงในสันดานมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนได้รวดเร็วขนาดนั้น ถ้าวันหนึ่งในอนาคตเราสามารถเข้าใจเรื่องจีโนม*ทั้งหมดของมนุษย์ถ้าเราสามารถกำจัดความรุนแรง และความคิดไม่ดีออกจากยีนไปได้ สมมุติว่ามันกำหนดด้วยยีนนะ ศาสนาก็จะหายไปจากโลก เพราะทารกเกิดมาเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ ไม่มีความคิดจะไปทำร้ายสัตว์ ฆ่าคน หรือลักขโมย ทุกอย่างถูกฝังเป็นโปรแกรม ศาสนาก็จะหมดบทบาทไปโดยสิ้นเชิง เราจะเห็นว่าไม่มีอะไรที่มันถาวร”
วินทร์ #6161 : “ข้อนี้ก็เป็นไปได้ยาก”
วินทร์ #1001 : “ผมคิดว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเป็นไปได้ยาก แม้กระทั่งศาสนาของสัตว์และพืช”
วินทร์ #6161 : “ข้อนี้ก็เป็นไปไม่ได้”
วินทร์ #1001 : “เช่นกัน มันยังเร็วเกินไปที่เอ่ยคำว่าเป็นไม่ได้ พวกมันอาจกำลังวิวัฒนาการด้านศาสนาอยู่ อาจจะช้ากว่าเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีหรือเป็นไปไม่ได้”
วินทร์ #6161 : “คุณรู้ได้ไงว่าคุณถูก?”
วินทร์ #1001 : “แล้วคุณรู้ได้ไงว่าผมผิด? ผมบอกแล้วว่าถ้าจะคุยเรื่องนี้ เราต้องทลายกรอบคิดเดิม ๆ ในเรื่องศาสนาเสียก่อน ถ้าเราไม่ยอมออกจากกรอบคิดเดิมว่าศาสนาเป็นของคนเท่านั้น ก็คงไม่ต้องคุยกันต่อ เพราะเราถูกครอบหัวด้วยประโยคคลาสสิกที่ว่า ‘มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ’ ประโยคนี้มันสวนทางกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหลือเกิน ประเด็นของผมคือศาสนาที่วางมนุษย์ไว้เป็นจุดศูนย์กลางอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตอื่น ๆ การที่จะให้มนุษย์อยู่อย่างสงบสุขได้อย่างเดียวยังไม่พอ มันยังแคบไป มันควรจะให้สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในโลกอยู่ได้ด้วย และไม่เฉพาะสิ่งมีชีวิต แต่รวมถึงสิ่งไร้ชีวิตลองคิดดู การใช้น้ำมันมากไปหรือทำลายป่าจนโลกร้อน ก็ผิดหลัก ‘ศาสนา’ ถ้าเราไม่คิดแบบนี้ เราก็ไม่ต่างจากสัตว์ที่ยังดิบอยู่ นั่นคือใครแข็งแรงกว่าครอบครองทุกอย่าง ถ้าคิดอย่างนี้ ก็ไม่รู้จะมีศาสนาไว้ทำอะไร”
วินทร์ #4244 : “คุณหมายความว่ายังไง?”
วินทร์ #1001 : “ถ้าธรรมชาติเชื่อม empathy ระหว่างคนกับคนได้ ทำไมเราจึงฟันธงว่าเราเชื่อม empathy ระหว่างคนกับสิ่งมีชีวิตอื่นไม่ได้ บางทีวันนึงวิทยาการของเราอาจไปถึงจุดนั้น”
วินทร์ #4244 : “นี่มันเป็นไซไฟมากเลย”
วินทร์ #1001 : “จักรวาลกำเนิดมาจากความไม่มี กลายเป็นดวงดาว ดาราจักร ชีวิต และตัวเรา นี่ไม่พิสดารกว่าไซไฟหรอกหรือ?”
วินทร์ เลียววาริณ
27-9-26จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์
อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน
ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้วสั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation
ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน
1 วันที่ผ่านมา -

ฝนตกต่อเนื่องมาเกิน 24 ชั่วโมงแล้วในเมืองหลวง น้ำท่วมหลายหมู่บ้าน เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเจอ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ
ก็ดูแลตัวเองกันนะครับ ขอให้ผ่านไปด้วยดี
ทำให้นึกถึงยุคหนึ่งในโลกที่ฝนตกนานสองล้านปี
คือเหตุการณ์ที่เรียกว่า Carnian Pluvial Episode ในยุคปลาย Triassic ราว 234-232 ล้านปีก่อน
สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตกยาวนาน
ฝนตกต่อเนื่องนี้ไม่ได้หมายถึงตกทุกวัน แต่เป็นช่วงสองล้านปีที่ฝนตกบ่อยมาก เพราะเทวดาในยุคนั้นมีอาการต่อมลูกหมากโต
ช่วงนั้นยังไม่มีมนุษย์ ไม่มีหมู่บ้านจัดสรร และยังไม่มีไดโนเสาร์ ฝนก็ตกไปยังงั้น ไม่มีใครบ่น
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสาเหตุของฝนตกสองล้านปีเกิดจากมหาภูเขาไฟ ส่งเถ้าปกคลุมโลก เกิดภาวะโลกร้อน
สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ตายไป เปิดทางให้ไดโนเสาร์ถือกำเนิด
โลกเราตอนนี้กลับตรงกันข้าม นั่นคือมีไดโนเสาร์ที่ครองอำนาจไม่น้อยบอกว่าภาวะโลกร้อนไม่มีจริง การเกิดคลื่นความร้อนอย่างรุนแรงที่ยุโรปในปีนี้ รวมทั้งฝนตกผิดปกติแถบนี้ "มันเป็นเช่นนั้นเอง"
ตถตา! suchness! มันเป็นเช่นนั้นเอง!
วาว! อิมเพรสซีพ! อินเครดิเบิ้ลลลลล! ไดโนเสาร์ก็รู้ธรรมะ!
ฮาวเอเวอร์ ปัญหาของฝนตกต่อเนื่องสร้างความเดือดร้อนให้กระผมอย่างมาก เพราะซักผ้าไม่ได้ พอฝนหยุด กองเสื้อผ้าคงสูงเป็นภูเขา ตายแน่กรู!
วินทร์ เลียววาริณ
26-9-261 วันที่ผ่านมา -

คำถามวันนี้
กินปลาทำให้ฉลาดจริงหรือ?
ทำไมอายุเยอะขึ้น ถึงหางานยาก
คลิกลิงก์อ่าน https://www.blockdit.com/posts/6aad5ff891cb896650a4eabc
1 วันที่ผ่านมา -

วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน หรือที่เรียกว่าจงชิวเจี๋ย (中秋节)
แปลว่าเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง
ไฮท์ไลต์ของจงชิวเจี๋ยคือขนมไหว้พระจันทร์
ตอนเด็กๆ เป็นขนมที่มีค่า ไม่ค่อยได้กิน
โตขึ้นหากินได้แทบตลอดปี และราคาก็แพงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะค่า;ัตถุดิบในการทำขนม แต่คือค่าเปลือก
เปลือกตอนนี้ไปไกลมาก เป็นกล่องกระดาษพิมพ์ลายทองบ้าง เป็นกล่องโลหะบ้าง
วิลิศมาหราขึ้นทุกปี
เน้นหน้าตารูปลักษณ์มากกว่ารสชาติ ราคาก็แพงขึ้นเรื่อยๆ
อาทิตย์ก่อนมีคนนำขนมไหว้พระจันทร์จากฮ่องกงมาให้ชิม หน้าตาและรสชาติเริ่มเข้าใกล้ขนมโมจิของญี่ปุ่น ไม่มีคราบของขนมไหว้พระจันทร์แบบเดิม
เฮ้อ! กินข้าวเหนียวหน้ากระฉีกตามเดิมดีกว่า
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเทศกาลนี้ครับ
วินทร์ เลียววาริณ
วันไหว้พระจันทร์ 25692 วันที่ผ่านมา -

เมื่อวานนี้รีวิวหนัง Resident Evil แล้ว มีคอมเมนต์จำนวนหนึ่งที่บอกว่า หนังทำมาจากเกม ดังนั้นจึงไม่ควรคาดหวังว่าต้องมีสาระ
นี่เป็นมุมมองหนึ่งที่ผมรับฟัง แต่ไม่เห็นด้วย ความจริงผมก็ไม่คิดจะเสียเวลาเขียนโต้แย้งเพื่อเอาชนะ เพราะมันเป็นเรื่อง subjective (นานาจิตตัง) แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คิดว่าเขียนดีกว่า
ก่อนจะคุยประเด็นนี้ ขอเล่าเกร็ดเกี่ยวกับนิยายจีนกำลังภายในเรื่องหนึ่งให้ฟัง
หลายสิบปีมาแล้ว ว. ณ เมืองลุง แปลนิยายจีนเรื่องหนึ่งของอ้อเล้งเซ็ง และเขียนในคำนำทำนองว่า เรื่องนี้เล่มแรกๆ อาจไม่สนุก เพราะนักเขียนจำเป็นต้องใช้เวลาปูเรื่องนาน
ผมจดจำคำนี้มานานปี จนเมื่อเขียนนิยายเอง จึงกล้าเห็นต่าง เพราะการปูเรื่องไม่จำเป็นต้องอยู่ในเล่มแรกๆ และการปูเรื่องก็สามารถทำให้สนุกได้
นักเขียนไม่มีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นหากเขียนหนังสือไม่สนุก เพราะการเขียนให้สนุกต้องใช้ฝีมือ หากเขียนแล้วไม่สนุกเลย ก็แสดงว่าปัญหาอยู่ที่การเขียน ไม่ใช่อยู่ที่ความจำเป็นต้องปูเรื่อง
ในวงการหนังสือและภาพยนตร์ มีกรอบคิด (mindset) มากมายที่เราสร้างขึ้นมาครอบตัวเอง ยกตัวอย่าง เช่น หนังสือที่ได้รางวัลต้องน่าเบื่อ เพราะมีตัวอย่างงานที่ได้รับรางวัลวรรณกรรม เช่น ซีไรต์หรือโนเบล จำนวนมากน่าเบื่อสุดทนทาน
อีกทัศนคติหนึ่งที่กลายเป็นกรอบคิดคือ หากเป็นนิยายเริงรมย์ ก็ไม่จำเป็นต้องมีสาระ (“จะไปเอาสาระอะไรจากนิยายพวกนี้”) และหากเป็นเรื่องมีสาระ ไม่ต้องสนุกก็ได้
จากประสบการณ์การเขียนนิยายมา 40 ปี ผมบอกได้ว่าไม่จริง เพราะโลกก็มีงานวรรณกรรมชั้นดีจำนวนไม่น้อยที่สนุกด้วย มีสาระด้วย มีงานที่สนุกตอนปูเรื่อง มีงานที่สนุกตั้งแต่บทที่ 1 และมีสาระลุ่มลึก มันอยู่ที่ฝีมือการเขียนเท่านั้น
กรอบคิดนี้ยังรวมไปถึงการสร้างหนังจากหนังสือ หลายคนตัดสินคุณค่าของหนังว่าดีหรือไม่ดีจากการเปรียบเทียบกับหนังสือ ถ้าทำเหมือนหนังสือคือดี ทำไม่เหมือนคือไม่ดี
ถ้าเช่นนั้นงาน Romeo & Juliet ของเชคสเปียร์ ฉบับ Baz Luhrmann (ตั้งชื่อเรื่องว่า Romeo + Juliet) ก็ไม่เคารพต้นฉบับ เพราะตัวละครถือปืนไล่ยิงกัน คนดูไม่น้อยบอกว่าหนังไม่ดีเพราะไม่ตรงต้นฉบับ แต่ไม่คุยกันในบริบทของเนื้อหนังว่า หนังที่โรโมโอถือปืนดีหรือเปล่า
ตัวอย่างหนึ่งคือหนังเรื่อง The Mist ที่ แฟรงก์ ดาราบอนท์ สร้างจากงานเขียนของ สตีเฟน คิง เขาเปลี่ยนตอนจบของเรื่องต่างจากหนังสือ (คือฉากยิงกันในตอนท้าย)
สตีเฟน คิง อ่านบทหนังแล้วบอกว่า ตอนจบของหนังดีกว่าหนังสือที่เขาเขียน หากไม่ใช่เพราะหนังสือตีพิมพ์ไปแล้ว เขาก็คงใช้ตอนจบตามนักสร้างหนัง เพราะมันพัฒนาเรื่องไปไกลกว่า ลุ่มลึกกว่า
ก็มาที่ประเด็นหนังที่สร้างจากเกม จำเป็นต้องเหมือนเกมไหม จำเป็นต้องมีสาระไหม
งานศิลปะไม่มีกฎใดๆ ที่บอกว่า ถ้าทำหนังจากเกม ต้องมีคุณลักษณ์จากเกม เพราะหนังคือหนัง เกมคือเกม
หนังที่ทำจากเกมก็เพียงนำ ‘สารตั้งต้น’ จากเกมมาใช้ หนังที่ทำจากการ์ตูนซูเปอร์ฮีโรก็เพียงนำ ‘สารตั้งต้น’ จากการ์ตูนมาใช้
หนังจากเกมก็สามารถมีสาระลุ่มลึกได้ ยกตัวอย่างหนังแนวใกล้เคียงกับ Resident Evil (2026) ก็แล้วกันคือมีมนุษย์เปลี่ยนร่าง มีฉากเลือดสาด มีฉากแหวะ และที่สำคัญทำมาจากเกมเหมือนกัน คือเรื่อง The Last of Us และขอยกมาแค่ซีซั่น 1 ตอน 3 Long, Long Time ที่มีความยาวแค่ชั่วโมงเดียว แต่มีสาระ (และ อ้อ! ในหนึ่งชั่วโมงก็สามารถมีพัฒนาการตัวละครได้)
หนังซอมบี้ The Last of Us ได้รับรางวัลไป 110 รางวัล พิสูจน์ว่าหนังแนว Resident Evil ก็ทำให้มีสาระได้
คำถามสุดท้าย จำเป็นไหมที่หนังสร้างจากเกมต้องมีสาระ คำตอบคือไม่จำเป็น
มันก็เหมือนวัคซีนที่ฉีดให้คนไม่จำเป็นต้องมีตัวยาเสมอไป บางครั้งก็ใส่น้ำเกลือเข้าไปแทนยา เพื่อศึกษาผล placebo effect
ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองและความเห็นของผม ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนความคิดใคร ถือว่าคุยกันเพื่อสะกิดให้คิดอีกมุมหนึ่ง ก็แค่เตือนว่า ระวังอย่าสร้างกรอบคิดขึ้นมาล้อมตัวเอง มันจะทำให้โลกทัศน์ของเราไม่กว้างพอ และนี่ก็คือเหตุผลที่ผมเขียนบทความนี้
วินทร์ เลียววาริณ
25-9-262 วันที่ผ่านมา
