• วินทร์ เลียววาริณ
    1 วันที่ผ่านมา

    สมมุติว่า 3

    วินทร์ #1001 : “ที่ผมแปลกใจคือวิชาศาสนาเปรียบเทียบไม่สอนเรื่องศาสนาของสัตว์ ถ้าหากมนุษย์เราที่เป็นสัตว์โลกเหมือนกันสามารถพัฒนาศาสนาได้ ทำไมเราจึงฟันธงว่าสัตว์ทำไม่ได้ พวกสัตว์ถือกำเนิดมาก่อนเราหลายร้อยล้านปีนะ”

    วินทร์ #6565 : “หมายความว่าเต่า ปลามีศาสนามีศีลธรรมงั้นรึ? บ้าไปแล้ว! เต่า ปลาไม่มีปัญญาสร้างศาสนาหรอก...”

    วินทร์ #1001 : “ศีลธรรมของเต่าผมไม่รู้ แต่ผมเคยได้ยินเรื่องศีลธรรมของปลานะ”

    วินทร์ #6565 : “ปลาบ้าอะไร? อย่าบอกว่าเป็นปลาพูดได้ในหนังการ์ตูน Finding Nemo”

    วินทร์ #1001 : “เปล่า เป็นโลมา มีบันทึกไว้มากมาย เมื่อลูกโลมาตาย แม่ของมันก็แบกลูกที่ตายบนหลัง ว่ายไปมาอยู่หลายวัน แล้วยังมีโลมาที่ช่วยชีวิตคนจากการจมน้ำและจากฉลาม"

    วินทร์ #6565 : “โลมาไม่ใช่ปลา มันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม”

    วินทร์ #1001 : “ไม่ยกตัวอย่างโลมาก็ได้ เคยได้ยินวาฬกตัญญูมั้ย? หลายปีก่อน วาฬตัวนึงว่ายน้ำไปติดตาข่ายเชือกของชาวประมงที่กำลังจับปู ตาข่ายรัดตัววาฬทั้งตัว ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัด วาฬต้องขึ้นผิวน้ำเพื่อหายใจ ไม่งั้นก็ตาย บรรดาชาวประมงเห็นเข้า ก็ระดมกำลังแข่งกับเวลาช่วยมัน พวกเขาดำน้ำไปตัดตาข่ายที่รัดมันอยู่ ในที่สุดก็สำเร็จ พอมันเป็นอิสระ ก็ว่ายน้ำวนรอบคนที่ช่วยมัน ใช้ปากแตะคนที่ช่วยมันทีละคน เหมือนกำลังขอบคุณคนเหล่านั้น แสดงว่าวาฬก็รู้สึกเรื่องศีลธรรม”

    วินทร์ #6565 : “วาฬก็ไม่ใช่ปลา”

    วินทร์ #1001 : “ถ้าพี่ท่านจับผิดอย่างนี้ไม่ต้องคุยต่อดีกว่า ผมเพียงจะบอกว่าจากหลักฐานและพฤติกรรมของสัตว์หลายสายพันธุ์ เราเห็นร่องรอยของ ‘ศาสนา’ ในอาณาจักรสัตว์ ศาสนาของป่าคือความอยู่รอด และความต้องการอยู่รอดทำให้เกิด ‘ศาสนา’ แต่ดูเหมือนว่าศาสนาก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งเพื่อการอยู่รอด ราวกับว่าธรรมชาติฝัง ‘ศาสนา’ เข้าไปในยีน”

    วินทร์ #6565 : “บ้าไปแล้ว!”

    วินทร์ #1001 : “อาจจะบ้าจริง ๆ ก็ได้ แต่เราก็ต้องพิสูจน์ก่อนว่ามันบ้า ไม่ใช่หรือ? ถ้าสัตว์มีสำนึกทางศีลธรรมและศาสนาโดยที่พวกมันไม่ได้เข้าโรงเรียน ไม่มีคัมภีร์อ่าน มันจะมีสำนึกทางศาสนามาจากไหน? ก็ต้องมาจากยีน...”

    วินทร์ #6565 : “ศาสนาของสัตว์? จากยีน? จะบ้าหรือ?”

    วินทร์ #1001 : “ถูกต้อง ผมขอถามคุณก่อน ทำไมสัตว์หลายสายพันธุ์จึงอยู่เป็นฝูง?”

    วินทร์ #2022 : “ก็เพราะมันเพิ่มโอกาสมีชีวิตรอดมากกว่า มด ปลวก ผึ้ง สิงโต ช้าง คนก็รวมกลุ่มเป็นสัตว์สังคม มันมีข้อดีหลายข้อ เช่น แบ่งหน้าที่กันทำ”

    วินทร์ #1001 : “ใช่แล้ว ทีนี้การอยู่ด้วยกันจะได้ผลก็ต้องมีระบบ ธรรมชาติบังคับให้สัตว์ในฝูงต้องสื่อสารกัน อ่านใจกัน นี่วิวัฒนาการมาเป็น empathy*”

    วินทร์ #4244 : “ภาษาอังกฤษของผมไม่ค่อยแข็งแรง อะไรคือ empathy?”

    วินทร์ #1001 : “มันคือประสบการณ์เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นในมุมมองของคนคนนั้น"

    วินทร์ #4244 : “ก็คือเอาใจเขามาใส่ใจเรา?”

    วินทร์ #1001 : “ใช่ empathy ก็คือรากของศาสนา ยี่ห้อศาสนาเพิ่งถือกำเนิดในโลกหลังจากมนุษย์เริ่มสร้างอารยธรรม แต่เราพบร่องรอยของ ‘ศาสนา’ ในสังคมมนุษย์นีแอนเดอธัล พวกนี้ช่วยเหลือคนเจ็บ มีพิธีศพ เพื่ออะไร? เสียเวลาทำมาหากิน แต่ที่มีก็เพราะ empathy วิวัฒนาการจนลึกซึ้งขึ้นและแข็งแรงขึ้น แต่หากมองในอาณาจักรสัตว์ เราก็มีหลักฐานมากพอที่จะบอกว่าสัตว์ก็มี ‘ศาสนา’ ในระดับหนึ่ง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประสาทวิทยาค้นพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสัตว์ก็มี empathy โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เรามีหลักฐานว่าช้างรักกลุ่มของมัน ลิงช่วยเหลือกัน รู้จักดูแลตัวที่เจ็บป่วย โดยเฉพาะลิงโบโนโบมีระดับ empathy สูงสุดในสายพันธุ์ลิง โลมา วาฬ ก็เหมือนกัน แม้แต่ในหนูก็มี empathy ...

    "นี่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าคุณสมบัตินี้น่าจะฝังในยีน จนกลายเป็นสัญชาตญาณ และ ‘ยีนศาสนา’ หรือ The God gene นี้ก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า empathy วิวัฒนาการมานานแล้ว ชัดเจนที่สุดในรูปของความรักของแม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแม่กับลูก ‘ความรัก’ ของแม่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ ถ้าไม่มีความรักชนิดนี้ ลูกที่เกิดใหม่ในป่าก็รอดยาก มันจะตกเป็นอาหารของสัตว์อื่น แม่จึงปกป้องลูกด้วยชีวิต โดยไม่มีข้อแม้ empathy ของมนุษย์ซับซ้อนกว่า เพราะสมองซับซ้อนกว่า ปนกับอารมณ์อื่น ๆ คุณลักษณะแบบนี้ก็เป็นพื้นฐานของศาสนา มันเป็นคำสั่งที่ฝังในยีนเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ มันเป็นศาสนาของธรรมชาติ! จาก empathy ก็เป็นความรัก และในสัตว์บางพันธุ์ เช่น มนุษย์ ก็พัฒนาเป็นความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย...

    “ผมแค่จะบอกว่าสัตว์หลายเผ่าพันธุ์มีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นศีลธรรมในระดับหนึ่ง และหากศีลธรรมเป็นองค์ประกอบของศาสนา ก็ไม่น่าผิดที่จะบอกว่าสัตว์ก็มีศาสนา แต่ถ้าคุณยังรับเรื่องศาสนาของสัตว์ไม่ได้ ก็คงไม่ต้องพูดถึงศาสนาของคอมพิวเตอร์”

    วินทร์ #6565 : “ชักเลอะเทอะใหญ่”

    วินทร์ #1001 : “เมื่อย้อนรอยมนุษย์กลับไปที่จุดกำเนิด เราก็มาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ไม่มีสมอง ถ้าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียววิวัฒนาการมาจนถึงขั้นมีสมอง มีสติปัญญาขนาดนี้ ทำไมเราจึงสรุปว่าคอมพิวเตอร์จะทำอย่างเดียวกันไม่ได้”

    วินทร์ #6565 : “แต่คอมพิวเตอร์ไม่มีชีวิต”

    วินทร์ #1001 : “เราก็ไม่มีชีวิต”

    วินทร์ #6565 : “หมายความว่ายังไง?”

    วินทร์ #1001 : “สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกนี้ประกอบด้วยอะตอมที่ไม่มีชีวิต เราเป็นผลรวมของอะตอมต่าง ๆ นับไม่ถ้วน รวมเป็นตัวเรา วิวัฒนาการจนมีปัญญา เราก็คือสิ่งไม่มีชีวิตที่มีชีวิต คอมพิวเตอร์เป็นการรวมตัวกันของอะตอมเหมือนกับเรา ดังนั้นเราจึงยังสรุปว่าคอมพิวเตอร์ไม่มีศาสนาไม่ได้ นี่เป็นมุมมองที่วิชาศาสนาเปรียบเทียบทั่วไปไม่สอนกัน นอกจากนี้เรายังต้องศึกษาศาสนาของมนุษย์ต่างดาว และศาสนาในมุมมองของวิวัฒนาการ อย่าลืมว่ามนุษย์เรายังไม่หยุดวิวัฒนาการ ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งในอนาคต เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน บริบทสังคมเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน สรีระของมนุษย์เปลี่ยน มันอาจพาเราไปสู่จุดที่เราไม่เคยคิดฝันมาก่อน บางทีวันหนึ่งเราอาจพบว่าโลกไม่จำเป็นต้องมีศาสนาอีกแล้ว”

    วินทร์ #6565 : “เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะไม่มีศาสนา”

    วินทร์ #1001 : “คุณบอกว่าเป็นไปไม่ได้ก็เพราะคุณยังคิดในมุมของมนุษย์ในสรีระและสภาพแวดล้อมอย่างที่เป็นอยู่ บางทีวันหนึ่งถ้าเราเชื่อม empathy ระหว่างคนกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้ บทบาทของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาก็อาจเปลี่ยนไปมหาศาล มันอาจจะมีหน้าที่มากกว่าศาสนาของมนุษย์”

    วินทร์ #6565 : “แต่...”

    วินทร์ #1001 : “ศาสนาก็เหมือนระบบอื่น ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาในโลก เกิดขึ้นมาได้ ก็ดับได้ตามสัจธรรมของธรรมชาติ เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งในอนาคต บางศาสนาอาจจะล้มครืนจากการพบข้อมูลใหม่ที่สวนทางกับหลักศาสนา เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ความเชื่อว่าฟ้าร้องฟ้าผ่าเป็นผลงานของเทพเบื้องบนก็ล้มครืนมาแล้วเพราะเรารู้แล้วว่ามันเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของธรรมชาติ ความเชื่อว่าโลกแบนก็ล้มมาแล้ว ความเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลก็ล้มมาแล้ว เมื่อเข้าใจว่าศาสนาก็อยู่ในกฎของความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสรรพสิ่ง ก็อาจทำให้เรามองศาสนาที่แก่นและเป้าหมายมากขึ้นกว่ามองด้วยความงมงาย และใช้ศาสนาผิดจุดประสงค์”

    วินทร์ #6565 : “ข้อนี้ก็พอรับได้”

    วินทร์ #1001 : “เราพัฒนาจากมนุษย์ยุคก่อนที่ยังล่าสัตว์ ใช้ความรุนแรงตลอดเวลา มาเป็นมนุษย์เมืองที่สร้างอารยธรรมต่าง ๆ ระยะเวลาไม่ได้ยาวนานขนาดนั้น การเปลี่ยนยีนหรือความรุนแรงในสันดานมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนได้รวดเร็วขนาดนั้น ถ้าวันหนึ่งในอนาคตเราสามารถเข้าใจเรื่องจีโนม*ทั้งหมดของมนุษย์ถ้าเราสามารถกำจัดความรุนแรง และความคิดไม่ดีออกจากยีนไปได้ สมมุติว่ามันกำหนดด้วยยีนนะ ศาสนาก็จะหายไปจากโลก เพราะทารกเกิดมาเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ ไม่มีความคิดจะไปทำร้ายสัตว์ ฆ่าคน หรือลักขโมย ทุกอย่างถูกฝังเป็นโปรแกรม ศาสนาก็จะหมดบทบาทไปโดยสิ้นเชิง เราจะเห็นว่าไม่มีอะไรที่มันถาวร”

    วินทร์ #6161 : “ข้อนี้ก็เป็นไปได้ยาก”

    วินทร์ #1001 : “ผมคิดว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเป็นไปได้ยาก แม้กระทั่งศาสนาของสัตว์และพืช”

    วินทร์ #6161 : “ข้อนี้ก็เป็นไปไม่ได้”

    วินทร์ #1001 : “เช่นกัน มันยังเร็วเกินไปที่เอ่ยคำว่าเป็นไม่ได้ พวกมันอาจกำลังวิวัฒนาการด้านศาสนาอยู่ อาจจะช้ากว่าเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีหรือเป็นไปไม่ได้”

    วินทร์ #6161 : “คุณรู้ได้ไงว่าคุณถูก?”

    วินทร์ #1001 : “แล้วคุณรู้ได้ไงว่าผมผิด? ผมบอกแล้วว่าถ้าจะคุยเรื่องนี้ เราต้องทลายกรอบคิดเดิม ๆ ในเรื่องศาสนาเสียก่อน ถ้าเราไม่ยอมออกจากกรอบคิดเดิมว่าศาสนาเป็นของคนเท่านั้น ก็คงไม่ต้องคุยกันต่อ เพราะเราถูกครอบหัวด้วยประโยคคลาสสิกที่ว่า ‘มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ’ ประโยคนี้มันสวนทางกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหลือเกิน ประเด็นของผมคือศาสนาที่วางมนุษย์ไว้เป็นจุดศูนย์กลางอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตอื่น ๆ การที่จะให้มนุษย์อยู่อย่างสงบสุขได้อย่างเดียวยังไม่พอ มันยังแคบไป มันควรจะให้สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในโลกอยู่ได้ด้วย และไม่เฉพาะสิ่งมีชีวิต แต่รวมถึงสิ่งไร้ชีวิตลองคิดดู การใช้น้ำมันมากไปหรือทำลายป่าจนโลกร้อน ก็ผิดหลัก ‘ศาสนา’ ถ้าเราไม่คิดแบบนี้ เราก็ไม่ต่างจากสัตว์ที่ยังดิบอยู่ นั่นคือใครแข็งแรงกว่าครอบครองทุกอย่าง ถ้าคิดอย่างนี้ ก็ไม่รู้จะมีศาสนาไว้ทำอะไร”

    วินทร์ #4244 : “คุณหมายความว่ายังไง?”

    วินทร์ #1001 : “ถ้าธรรมชาติเชื่อม empathy ระหว่างคนกับคนได้ ทำไมเราจึงฟันธงว่าเราเชื่อม empathy ระหว่างคนกับสิ่งมีชีวิตอื่นไม่ได้ บางทีวันนึงวิทยาการของเราอาจไปถึงจุดนั้น”

    วินทร์ #4244 : “นี่มันเป็นไซไฟมากเลย”

    วินทร์ #1001 : “จักรวาลกำเนิดมาจากความไม่มี กลายเป็นดวงดาว ดาราจักร ชีวิต และตัวเรา นี่ไม่พิสดารกว่าไซไฟหรอกหรือ?”

    วินทร์ เลียววาริณ
    27-9-26

    จากหนังสือ วินทร์-วินทร์ Situation
    สารคดีเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ 
    อ่านฟรีที่เพจนี้ก็ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เป็นเล่ม ก็อ่านได้ถึงลูกหลาน 
    ราคาแค่ 225.- เท่านั้น หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว

    สั่งซื้อได้ที่ https://www.winbookclub.com/store/detail/141/วินทร์-วินทร์%20Situation 

    ท่านที่สั่งซื้อทางเว็บและโอนเงินแล้ว อย่าลืมส่งหลักฐานไปที่อีเมล order@winbookclub.com  มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่อาจไม่รู้ว่ามีการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะได้รับคำยืนยันจากสำนักพิมพ์ว่าได้รับเงิน

    1
    • 0 แชร์
    • 3

บทความล่าสุด