• วินทร์ เลียววาริณ
    2 วันที่ผ่านมา

    เมื่อวานนี้รีวิวหนัง Resident Evil แล้ว มีคอมเมนต์จำนวนหนึ่งที่บอกว่า หนังทำมาจากเกม ดังนั้นจึงไม่ควรคาดหวังว่าต้องมีสาระ

    นี่เป็นมุมมองหนึ่งที่ผมรับฟัง แต่ไม่เห็นด้วย ความจริงผมก็ไม่คิดจะเสียเวลาเขียนโต้แย้งเพื่อเอาชนะ เพราะมันเป็นเรื่อง subjective (นานาจิตตัง) แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คิดว่าเขียนดีกว่า

    ก่อนจะคุยประเด็นนี้ ขอเล่าเกร็ดเกี่ยวกับนิยายจีนกำลังภายในเรื่องหนึ่งให้ฟัง

    หลายสิบปีมาแล้ว ว. ณ เมืองลุง แปลนิยายจีนเรื่องหนึ่งของอ้อเล้งเซ็ง และเขียนในคำนำทำนองว่า เรื่องนี้เล่มแรกๆ อาจไม่สนุก เพราะนักเขียนจำเป็นต้องใช้เวลาปูเรื่องนาน

    ผมจดจำคำนี้มานานปี จนเมื่อเขียนนิยายเอง จึงกล้าเห็นต่าง เพราะการปูเรื่องไม่จำเป็นต้องอยู่ในเล่มแรกๆ และการปูเรื่องก็สามารถทำให้สนุกได้

    นักเขียนไม่มีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นหากเขียนหนังสือไม่สนุก เพราะการเขียนให้สนุกต้องใช้ฝีมือ หากเขียนแล้วไม่สนุกเลย ก็แสดงว่าปัญหาอยู่ที่การเขียน ไม่ใช่อยู่ที่ความจำเป็นต้องปูเรื่อง

    ในวงการหนังสือและภาพยนตร์ มีกรอบคิด (mindset) มากมายที่เราสร้างขึ้นมาครอบตัวเอง ยกตัวอย่าง เช่น หนังสือที่ได้รางวัลต้องน่าเบื่อ เพราะมีตัวอย่างงานที่ได้รับรางวัลวรรณกรรม เช่น ซีไรต์หรือโนเบล จำนวนมากน่าเบื่อสุดทนทาน

    อีกทัศนคติหนึ่งที่กลายเป็นกรอบคิดคือ หากเป็นนิยายเริงรมย์ ก็ไม่จำเป็นต้องมีสาระ (“จะไปเอาสาระอะไรจากนิยายพวกนี้”) และหากเป็นเรื่องมีสาระ ไม่ต้องสนุกก็ได้

    จากประสบการณ์การเขียนนิยายมา 40 ปี ผมบอกได้ว่าไม่จริง เพราะโลกก็มีงานวรรณกรรมชั้นดีจำนวนไม่น้อยที่สนุกด้วย มีสาระด้วย มีงานที่สนุกตอนปูเรื่อง มีงานที่สนุกตั้งแต่บทที่ 1 และมีสาระลุ่มลึก มันอยู่ที่ฝีมือการเขียนเท่านั้น

    กรอบคิดนี้ยังรวมไปถึงการสร้างหนังจากหนังสือ หลายคนตัดสินคุณค่าของหนังว่าดีหรือไม่ดีจากการเปรียบเทียบกับหนังสือ ถ้าทำเหมือนหนังสือคือดี ทำไม่เหมือนคือไม่ดี

    ถ้าเช่นนั้นงาน Romeo & Juliet ของเชคสเปียร์ ฉบับ Baz Luhrmann (ตั้งชื่อเรื่องว่า Romeo + Juliet) ก็ไม่เคารพต้นฉบับ เพราะตัวละครถือปืนไล่ยิงกัน คนดูไม่น้อยบอกว่าหนังไม่ดีเพราะไม่ตรงต้นฉบับ แต่ไม่คุยกันในบริบทของเนื้อหนังว่า หนังที่โรโมโอถือปืนดีหรือเปล่า

    ตัวอย่างหนึ่งคือหนังเรื่อง The Mist ที่ แฟรงก์ ดาราบอนท์ สร้างจากงานเขียนของ สตีเฟน คิง เขาเปลี่ยนตอนจบของเรื่องต่างจากหนังสือ (คือฉากยิงกันในตอนท้าย)

    สตีเฟน คิง อ่านบทหนังแล้วบอกว่า ตอนจบของหนังดีกว่าหนังสือที่เขาเขียน หากไม่ใช่เพราะหนังสือตีพิมพ์ไปแล้ว เขาก็คงใช้ตอนจบตามนักสร้างหนัง เพราะมันพัฒนาเรื่องไปไกลกว่า ลุ่มลึกกว่า

    ก็มาที่ประเด็นหนังที่สร้างจากเกม จำเป็นต้องเหมือนเกมไหม จำเป็นต้องมีสาระไหม

    งานศิลปะไม่มีกฎใดๆ ที่บอกว่า ถ้าทำหนังจากเกม ต้องมีคุณลักษณ์จากเกม เพราะหนังคือหนัง เกมคือเกม

    หนังที่ทำจากเกมก็เพียงนำ ‘สารตั้งต้น’ จากเกมมาใช้ หนังที่ทำจากการ์ตูนซูเปอร์ฮีโรก็เพียงนำ ‘สารตั้งต้น’ จากการ์ตูนมาใช้

    หนังจากเกมก็สามารถมีสาระลุ่มลึกได้ ยกตัวอย่างหนังแนวใกล้เคียงกับ Resident Evil (2026) ก็แล้วกันคือมีมนุษย์เปลี่ยนร่าง มีฉากเลือดสาด มีฉากแหวะ และที่สำคัญทำมาจากเกมเหมือนกัน คือเรื่อง The Last of Us และขอยกมาแค่ซีซั่น 1 ตอน 3 Long, Long Time ที่มีความยาวแค่ชั่วโมงเดียว แต่มีสาระ (และ อ้อ! ในหนึ่งชั่วโมงก็สามารถมีพัฒนาการตัวละครได้)

    หนังซอมบี้ The Last of Us ได้รับรางวัลไป 110 รางวัล พิสูจน์ว่าหนังแนว Resident Evil ก็ทำให้มีสาระได้

    คำถามสุดท้าย จำเป็นไหมที่หนังสร้างจากเกมต้องมีสาระ คำตอบคือไม่จำเป็น

    มันก็เหมือนวัคซีนที่ฉีดให้คนไม่จำเป็นต้องมีตัวยาเสมอไป บางครั้งก็ใส่น้ำเกลือเข้าไปแทนยา เพื่อศึกษาผล placebo effect

    ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองและความเห็นของผม ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนความคิดใคร ถือว่าคุยกันเพื่อสะกิดให้คิดอีกมุมหนึ่ง ก็แค่เตือนว่า ระวังอย่าสร้างกรอบคิดขึ้นมาล้อมตัวเอง มันจะทำให้โลกทัศน์ของเราไม่กว้างพอ และนี่ก็คือเหตุผลที่ผมเขียนบทความนี้

    วินทร์ เลียววาริณ
    25-9-26

    1
    • 1 แชร์
    • 33

บทความล่าสุด